© PAKAPRICH | Adventure Travel & Photography

ใส่อะไรไปเทรค?: คู่มือการแต่งตัวไปเดินป่าปีนเขาทุกสภาพอากาศ

August 25, 2016

 

 

 

มันคงเป็นเรื่องยากไม่น้อยสำหรับคนในบ้านเราที่ทั้งร้อนทั้งชื้น แต่ต้องจัดกระเป๋าไปเดินเทรคในสภาพอากาศหนาวในภูเขาหิมะ ร้อนสุดๆ ในทะเลทราย หรือก็ต้องเจอกับลม ฝน และหิมะในทริปเดียวกันยิ่งยากใหญ่ หรือบางครั้งเวลาเดินขึ้นเขาก็ร้อนเหงื่อออกทั้งๆ ที่รอบๆ ตัวมีแต่หิมะ จนสับสนว่าจะต้องแต่งตัวยังไง แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้าเรารู้จักแต่งตัวเป็นชั้นๆ

 

เทคนิคการแต่งตัวเป็นชั้นๆ หรือที่เรียกว่า layering* คือการแบ่งเสื้อผ้าที่เราสวมใส่เป็น 3 ชั้นหลักๆ เพื่อให้เข้ากับสภาพอากาศที่ต้องไปเจอ


 

 

บล็อคนี้เราจะมาแนะนำวิธีแต่งกายเป็นชั้นๆ สำหรับการเดินเทรคในแต่ละสภาพอากาศให้ไม่ไม่ร้อน ไม่หนาว และไม่เปียกกัน!

 

หมายเหตุ: 

*layering จะเน้นที่ลำตัวมากกว่าขา เนื่องจากลำตัวมีอวัยวะสำคัญอยู่และต้องการความอบอุ่นมากกว่า

**การเดินทางไปปากีสถานในครั้งนี้ เราได้รับการสนับสนุนจาก Columbia โดยเสื้อผ้าที่นำมาแนะนำนั้นเป็นเสื้อผ้าที่นำไปใช้จริงและส่วนตัวประทับใจจริงๆ จึงนำมาบอกต่อ

 

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับแต่ละชั้นกันก่อน แล้วมาดูกันว่าเราจะปรับใส่แต่ละชั้นตามสภาพอากาศได้ยังไง

 

การแต่งตัวสำหรับเทรคแบ่งออกได้เป็น 3 ชั้นหลักๆ คือ base layer, mid layer, และ outer layer

 

 

Base Layer

 

Base Layer เป็นชั้นที่อยู่ในสุดติดกับผิว เป็นชั้นที่ทำหน้าที่ในการระบายเหงื่ออย่างรวดเร็วเพื่อให้รู้สึกสบายตัวเวลาทำกิจกรรมที่เหงื่อออกมาก เช่น เดินเทรค หรือปีนเขา และเพื่อป้องกันภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ (hypothermia) ในกรณีที่เหงื่อออกในสภาพอากศหนาวจัดซึ่งอาจทำให้เกิดอาการช็อคและอาจเสียชีวิตได้

สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือก base layer คือชนิดของผ้าที่ใช้ ต้องเป็นผ้าที่ระบายเหงื่อได้ดี ควรมีน้ำหนักเบา และแห้งง่าย เช่นผ้าใยสังเคราะห์ประเภท nylon, polyester หรือผ้าขนสัตว์ประประเภท wool เป็นต้น

ผ้าที่ไม่แนะนำให้ใช้อย่างยิ่งในการทำกิจกรรมกลางแจ้งคือผ้าฝ้าย และผ้ายีนส์ เพราะนอกจากจะอมน้ำแห้งยากทำให้เหนอะหนะแล้วยังมีน้ำหนักมากกว่าผ้าใยสังเคราะห์และผ้าขนสัตว์อีกด้วย

ชนิดของเสื้อที่ใช้เป็น base layer มีหลายแบบเพื่อใช้สวมใส่ในสภาพอากาศที่แตกต่างกันเช่น
- เสื้อยืด ใส่ในที่ที่มีอากาศร้อนต้องการความยืดหยุ่นสูง
- เสื้อเชิร์ต ใส่ในที่ที่มีอากาศร้อนและแดดแรงช่วยป้องกันรังสี UV
- เสื้อ thermal หรือ long john ใส่ในที่ที่มีอากาศหนาวเย็น

base layer ที่แนะนำ
- เสื้อยืดที่ทำจากผ้าใยสังเคราะห์ เช่นเสื้อกีฬา
- เสื้อเชิร์ตแขนยาวที่ทำจากผ้าใยสังเคราะห์เคลือบสารป้องกันรังสี UV เช่นเสื้อเชิร์ตสำหรับเทรค
- เสื้อ thermal หรือ long john ที่ทำจากขนสัตว์หรือใยสังเคราะห์ที่สามารถระบายเหงื่อได้ดี*
 


ประสบการณ์การใช้ base layer


สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเลือก base layer คือการเลือกเสื้อที่ให้ทั้งความอบอุ่นใส่สบายและระบายเหงื่อได้ดี จากประสบการณ์ของเราที่เคยใส่ base layer มา ส่วนใหญ่จะพบเจอแต่เสื้อที่ให้ความอบอุ่นอย่างเดียว แต่มีประสิทธิภาพในการระบายเหงื่อค่อนข้างต่ำ จนกระทั่งเรามาเจอกับ base layer ของ Columbia รุ่น Midweight Stretch ที่มีเนื้อผ้าบางเบา มีความยืดหยุ่นสูงเหมาะกับการทำกิจกรรมต่างๆ มีเทคโนโลยี Omni-Wick ที่ช่วยระบายเหงื่อได้ดีมาก ไม่รู้สึกเหนอะหนะหรืออับชื้น ประสานเข้ากับเทคโนโลยี Omni Heat Reflective ที่มี Silver Dot Lining อยู่ทั่วด้านในของเสื้อ ซึ่งเป็นตัวสะท้อนความร้อนและเก็บกักความอบอุ่นของร่างกาย เวลาเปลี่ยนเสื้อใส่ในเต๊นท์จะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นภายในไม่กี่วินาที และสุดท้ายถึง Midweight Stretch Baselayer นั้นจะมีเนื้อผ้าบางเบาใส่สบาย แต่ก็สามารถนำไปใส่เดี่ยวๆ เป็นเสื้อแขนยาวทั่วไปหรือเป็น legging เฉยๆ ในวันสบายๆ ในเมืองก็ย่อมได้
 

 
หมายเหตุ:
*จำเป็นมากที่ชุด thermal ต้องระบายเหงื่อได้ดี เพราะเป็น base layer ที่สวมใส่เมื่อมีอากาศหนาว ถ้าหากใช้ชุดที่ทำจากผ้าที่อมน้ำเช่นผ้าฝ้ายแล้วร้อนและเหงื่อออกขณะเทรคจนต้องระบายความร้อนด้วยการถอดเสื้อชั้นนอกซึ่งอาจจะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดลงอย่างรวดเร็วจากการระเหยของเหงื่อที่ไม่ถูกระบายออกจนอาจเกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ (hypothermia) ทำให้ช็อคและอาจะเสียชีวิตได้ในที่ที่มีอุณหภูมิหนาวจัด

 

Mid Layer (Insulating Layer)

 

Mid Layer (Insulating Layer) คือชั้นที่ทำหน้าที่ในการรักษาความร้อนที่ร่างกายผลิตขึ้น เป็นชั้นที่สองถัดมาจาก base layer โดยผ้าที่ใช้ทำ mid layer จะมีคุณสมบัติในการกักเก็บความร้อนได้ดี ชนิดของวัสดุที่ใช้ทำชั้น mid layer อาจทำมาจากขนสัตว์ ผ้าใยสังห์เคราะห์ หรือขนเป็ด

ชนิดของเสื้อในชั้น mid layer หลายแบบซึ่งจะนำมาใช้ในโอกาสที่แตกต่างกัน หรือสามารถใช้ร่วมกันได้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย
- เสื้อสเวตเตอร์ (sweater) ใส่ในขณะที่อุณหภูมิไม่ต่ำมาก หรือใส่ร่วมกับชั้น mid layer อื่นๆ เมื่ออากาศหนาวจัด เสื้อสเวตเตอร์ควรทำจากขนสัตว์เนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่าผ้าฝ้าย และไม่มีกลิ่นเมื่อโดนเหงื่อ
- เสื้อฟลีซ (fleece) มีลักษณะคล้ายเสื้อแจ็คเก็ตมีคุณสมบัติในการกักเก็บความร้อนปานกลาง ทำมาจากผ้าใยสังเคราะห์ นิยมใส่ระหว่างเดินเทรคเพราะเมื่อใส่แล้วไม่ร้อนจนเกินไปและมีคุณสมบัติในการกันน้ำกันลมได้ระดับนึง
- เสื้อขนเป็ด (down) หรือเสื้อกันหนาวที่มีลักษณะฟูฟ่องเป็นปล้องๆ เหมือน Michelin เป็นเสื้อที่มีความสามารถในการกักเก็บความร้อนมากที่สุดและมีน้ำหนักเบา (เมื่อเทียบกับความร้อนที่เก็บได้) ตัวเสื้อทำมาจากผ้าใยสังเคราะห์ยัดไส้ด้วยวัสดุที่ใช้กักเก็บความร้อนเช่นขนเป็ด (จริงๆ คือขนห่าน) และใยสังเคราะห์
 

ประเภทของเสื้อขนเป็ด


- เสื้อขนเป็ดที่ใช้ไส้ขนเป็ด: เสื้อประเภทนี้มีประสิทธิภาพในการให้ความอบอุ่นมากเมื่อเทียบกับน้ำหนัก (น้ำหนักน้อย แต่อุ่นมาก) และยังสามารถระบายอากาศได้ดีกว่าใยสังเคราะห์อีก ส่วนข้อเสียของขนเป็ดคือมีราคาแพงมาก ราคาสามารถสูงถึงหลักหมื่นได้ และเวลาเปียกน้ำขนจะฟีบและทำให้ประสิทธิภาพในการเก็บความร้อนลดลง
- เสื้อขนเป็ดที่ใช้ไส้ใยสังเคราะห์: เสื้อประเภทนี้มีความสามารถในการเก็บความร้อนแม้จะเปียกน้ำ มีความคงทนมากกว่าขนเป็ด และมีราคาที่ต่ำกว่า แต่ก็มีความสามารถในการระบายอากาศน้อยกว่า และมีน้ำหนักมากกว่าขนเป็ด (ในการให้ความอุ่นเท่ากัน) นอกจากนี้ไส้ใยสังเคราะห์ยังมีอายุการใช้งานสั้นกว่าขนเป็ดอีกด้วย (อายุการใช้งานใยสังเคราะห์ 5-7 ปี ขนเป็ด 10-20 ปี)

 

Down Fill Powers

 

Fill Power คืออะไร? เรามักจะเห็นตัวเลข 650, 700, 800, หรือมากสุดถึง 1,000 บนเสื้อขนเป็ด และมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวเลขที่บ่งบอกปริมาณของขนเป็ด ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดอย่างแรง!

 

 

 

Fill Power คือ ปริมาตรของขนเป็ดเป็นลูกบาศก์นิ้วต่อน้ำหนัก 1 ออนซ์ แปลเป็นภาษาคนง่ายๆ ว่า ยิ่งเลขมากก็ยิ่งฟูมาก ซึ่งนั่นก็แปลว่าสามารถเก็บความร้อนได้ดีกว่า (เมื่อน้ำหนักเท่ากัน) ยกตัวอย่างเช่น เปรียบเทียบความอบอุ่นระหว่างขนเป็ด 800 fill และ 700 fill ในปริมาณ 2 ออนซ์เท่ากัน ขนเป็ด 800 fill ย่อมให้ความอบอุ่นที่มากกว่า แต่ถ้าเรานำขนเป็ด 850 fill จำนวน 8 ออนซ์ มาเทียบกับขนเป็ด 650 fill จำนวน 12 ออนซ์ ก็จะพบว่าทั้งคู่สามารถให้ความอบอุ่นได้พอๆ กัน แต่การเลือกใช้ขนเป็ด 850 fill จำนวน 8 ออนซ์จะทำให้มีน้ำหนักเบากว่าและสามารถพับเก็บได้ง่ายกว่า ดังนั้น fill power จึงไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวในการเลือกซื้อเสื้อขนเป็ด แต่มีตัวแปรอย่างปริมาณขนเป็ดที่ใส่ไปด้วย (ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่ได้มีบอกตามป้ายเสื้อกันหนาว)

ประสบการณ์การใช้ mid layer

 

ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในประเทศที่มีอากาศร้อน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีตัวเลือกในการเลือกซื้อเสื้อ down ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยแต่ละยี่ห้อก็มีเทคโนโลยีหรือจุดเด่นที่แตกต่างกันไป จากประสบการณ์ที่เราเคยใส่เสื้อ down มา ได้พบว่าเทคโนโลยี Omni Heat Reflective ของเสื้อ TurboDown 860 แบรนด์ Columbia ที่ด้านในของเสื้อนั้นมีจุดสีเงินหรือเรียกว่า Silver Dot Lining อยู่ทั่วด้านในของเสื้อเป็นตัวสะท้อนความร้อนและเก็บกักความอบอุ่นได้ดีเลยทีเดียว อีกทั้งยังบวกกับความหนาของ Down แล้วทำให้เรารู้สึกว่า TurboDown ตัวนี้สามารถให้ความอบอุ่นได้เร็วกว่าเสื้อ down ตัวอื่นๆ ที่เคยใส่มา
 

 

Outer Layer (Protective Layer)

 

Outer Layer (Protective Layer) คือชั้นที่ใส่อยู่ข้างนอกสุด ซึ่งเป็นชั้นที่ใช้ในการปกป้องเสื้อผ้าชั้นในและร่างกายจากสภาพอากาศภายนอกไม่ว่าจะเป็นลม, ฝน, หรือหิมะ และเป็นอีกชั้นที่ช่วยเก็บความอบอุ่นโดยการกันไม่ให้อากาศอุ่นจากชั้น mid layer กระจายออกจากตัวป้องกันไม่ให้อากาศหนาวจากภายนอกเข้ามาภายในเสื้อ โดย outer layer แบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ คือ Hard Shell และ Soft Shell โดยปกติแล้ว Hard Shell เนื้อผ้าจะมีความคงทนและมีคุณสมบัติในการกันลมกันน้ำได้ดีกว่า Soft Shell ส่วน Soft Shell นั้นเนื้อผ้าจะมีการระบายอากาศได้มากกว่า

 

 

 

ประสบการณ์การใช้ Outer Layer

 

ปกติแล้ว outer layer จะเป็นชั้นที่ได้ใช้บ่อยที่สุดเวลาเทรคเพราะสามาถใช้ได้ในสภาพกาศที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกันแดดในวันที่แดดแรง กันหนาวในวันที่ไม่หนาวมาก กันลมและกันฝนในวันที่มีพายุ

 

จากประสบการณ์ที่เคยใช้ hard shell ทั่วๆ ไปมักจะเจอปัญหาเรื่องเนื้อผ้าสวมใส่ไม่สบาย เวลาเหงื่อออกแล้วจะเหนอะหนะมาก และเมื่อใส่ตากฝนนานๆ (3 ชั่วโมงขึ้นไป) แล้วน้ำซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าไปข้างในทำให้หนาวและเปียก แต่สำหรับ Columbia Outdry Extreme แล้วไม่ใช่ปัญหาเพราะใช้เนื้อผ้าด้านในเป็นผ้าที่สามารถระบายเหงื่อได้ดี และใช้ผ้ากันน้ำไว้ด้านนอก ทำให้ใส่สบายแม้จะเหงื่อออก และยังกันลมกันน้ำได้ 100%

 

จากการเทรค K2 ที่เจอทั้งอากาศร้อนจัด (40 องศาเซลเซียส) จนเหงื่อออกทั้งตัวก็ยังไม่รู้สึกเหนอะหนะ (ข้างในใส่แค่เสื้อยืด) หนาวจัด (-20 องศาเซลเซียส) ก็ยังสามารถกันความหนาวจากลมได้ และในวันที่ฝนตกหนักต้องเดินตากฝนติดต่อกันมากกว่า 6 ชั่วโมงก็ยังไม่เปียกประทับใจสุดๆ สำหรับคนที่ไปทำกิจกรรมกลางแจ้งแบบ extreme และต้องเจอทุกสภาพอากาศไม่ผิดหวังแน่นอน


 

 

 

ไม่ควรใส่อะไรไปเทรค?

 

เสื้อผ้าที่ไม่แนะนำสำหรับการเทรคเลย คือ ผ้าฝ้ายและผ้ายีนส์ เพราะเป็นเนื้อผ้าที่ไม่ระบายอากาศ อมน้ำ แห้งยาก แถมยังมีน้ำหนักมากกว่าเนื้อผ้าขนสัตว์ หรือใยสังเคราะห์ที่ยกตัวอย่างไปข้างต้นอีกด้วย

 

ถ้าหากสวมใส่ผ้าฝ้ายแล้วเหงื่อออกหรือเปียกในสภาพอากาศที่หนาวจัด (เช่นเดินกลางพายุหิมะหรือฝนตก) อาจเสี่ยงต่อภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ (hypothermia) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต ถึงแม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่บ่อย แต่ป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่า

 

พึงระลึกไว้เสมอว่าภูเขา (โดยเฉพาะภูเขาหิมะ) เป็นสถานที่ที่อันตรายมาก สภาพอากาศในภูเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และความช่วยเหลือไม่ได้มาถึงได้ง่ายๆ บางครั้งอาจต้องรอความช่วยเหลือนานหลายชั่วโมงหรือหลายวัน เฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถบินมากู้ภัยได้ในบางสถานที่ และมีคนตายเพราะเรื่องที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยแบบนี้จริงๆ

 

Mix and Match ยังไงให้สบาย?*

 

เอาล่ะรู้จักแต่ละชั้นกันเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าแต่ละชั้นก็ดันมีตัวเลือกให้ใส่เยอะแยะไปหมด แล้วคราวนี้จะใส่อะไรคู่กับอะไรดี? ต้องใส่ทั้งหมดเลยมั้ย? มึน!! มาตามอ่านกันดีกว่าว่าเราควรจะ mix & match เจ้าชั้นพวกนี้กันยังไงดี

 

จริงๆ แล้ววิธีในการเลือกชุดนั้นไม่ยากเลยถ้าเรารู้ว่าเราจะต้องไปเจอกับสภาพอากาศแบบไหน และระดับกิจกรรมที่เราไปทำจะทำให้เราร้อนและเหงื่อออกขนาดไหน

 

เรามาดูในแต่ละสภาพอากาศกันดีกว่าว่าเราควรจะแต่งตัวยังไงไป

 

หมายเหตุ: 

*การ mix & match ที่เราแนะนำมาจากพื้นฐานว่าเราจะไปออกกำลังในสภาพอากาศต่างๆ เช่น ไปเทรค หรือปีนเขา

 

ร้อนและแห้ง

 

สภาพอากาศร้อนและแห้งสามารถพบได้ตามทะเลทรายหรือเทือกเขาที่อยู่ในแถบเงาฝน เช่น ทะเลทรายโกบีหรือเทือกเขาคาราโครัม เป็นต้น โดยสภาพอากาศแบบนี้อุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึง 50 องศาเซลเซียส แดดแรง และความชื้นในอากาศน้อยมาก สิ่งสำคัญในการเผชิญกับสภาพอากาศแบบนี้คือการสวมใส่ชุดที่สามารถระบายอากาศได้ดีและสามารถป้องกันร่างกายจากรังสี UV

 

เสื้อ

Base Layer: เสื้อเชิร์ตแขนยาวกัน UV, เสื้อยืดผ้าใยสังเคราะห์แขนสั้นที่ระบายเหงื่อได้ดี (แต่ควรมีปลอกแขนคลุมกัน UV ด้วย)

Outer Layer: soft shell เพื่อกันลมและกันรังสี UV (ถ้าใส่เสื้อเชิร์ตแขนขาวไม่จำเป็นต้องใส่ outer layer)

 

กางเกง

Base Layer: กางเกงเทรคขายาวกัน UV หรือกางเกงที่สามาถถอดขาออกได้เพื่อระบายความร้อนเมื่ออยู่ในที่ร่ม

 

 

 

ร้อนและชื้น

 

สภาพอากาศร้อนและชื้นสามารถพบได้ตามป่าในแถบเส้นศูนย์สูตร เช่น ป่าในประเทศไทยหรือป่าอะเมซอนเป็นต้น การแต่งตัวควรเน้นเรื่องการระบายอากาศและการป้องกันฝน เช่นเดียวกับป้องกันอันตรายจากต้นไม้ใบหญ้าและแมลง

 

เสื้อ

Base Layer: เสื้อยืดผ้าใยสังเคราะห์ที่แห้งเร็วและระบายเหงื่อดี, เสื้อเชิร์ตแขนยาว

Outer Layer: soft shell สำหรับฝนตกปรอยๆ, hard shell สำหรับฝนตกหนัก

 

กางเกง

Base Layer: กางเกงเทรคขายาวที่มีสารเคลือบกันน้ำ
 

 

หมายเหตุ:

*ถ้าเทรคในป่าดงดิบควรใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวป้องกันกิ่งไม้เกี่ยวและสัตว์มีพิษต่างๆ

 

หนาวและแห้ง

 

สภาพอากาศแบบหนาวและแห้งมักพบได้ในพื้นที่สูง เช่น ที่ราบสูงหรือเทือกเขาต่างๆ เช่นที่ราบสูงทิเบตและเทือกเขาหิมาลัยเป็นต้น ในสภาพอากาศแบบนี้เราจะตั้งเป้าหมายที่จะแต่งตัวให้หนาพอที่จะรักษาความอบอุ่นของร่างกาย แต่ไม่หนาเกินไปจนทำให้ร้อนเกินไป

 

เสื้อ

Base Layer: เสื้อ thermal ที่ให้ความอบอุ่นและระบายเหงื่อได้ดี

Mid Layer: เสื้อ fleece ใยสังเคราะห์, เสื้อ down

Outer Layer: hard shell ที่กันลมได้

 

กางเกง

Base Layer: กางเกง thermal ที่ให้ความอบอุ่นและระบายเหงื่อได้ดี

Outer Layer: กางเกงเทรคขายาวที่กันลมได้


 

 

 

เทคนิคการแต่งตัวขณะเดินเทรค

 

ขณะที่ร่างกายออกกำลัง ร่างกายจะพยายามระบายความร้อนออกทำให้ไม่รู้สึกหนาวถึงแม้รอบๆ ตัวจะมีแต่หิมะหรือน้ำแข็ง ดังนั้นในขณะที่เทรคจึงไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อครบทั้ง 3 ชั้น

 

โดยปกติแล้วในสภาพอากาศที่ไม่หนาวจนเกินไป (ไม่ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส) เวลาเทรคเราจะใส่เสื้อแค่ 2 ชั้น คือ base layer คู่กับ outer layer (เสื้อยืด/themal + hard shell) หรืออาจใส่เป็น base layer คู่กับ mid layer (เสื้อยืด/thermal + fleece/down) ก็ได้ ส่วนกางเกงจะใส่กางเกงเทรคแค่ตัวเดียวเกือบตลอดเวลาเพราะขามักจะไม่ค่อยรู้สึกหนาวเวลาเดิน

 

สำหรับสภาพอากาศที่หนาวมาก (ต่ำกว่า -10 องศาเซลเซียส) เรามักจะใส่เสื้อให้มากชั้นที่สุด (บางครั้งใส่กัน 6 ชั้น) ส่วนกางเกงจะใส่แค่ 2 ชั้น คือ thermal + กางเกงเทรค ก็เพียงพอแล้ว

 

 

เทคนิคการแต่งตัวสำหรับช่วงพักระหว่างทางหรือช่วงอยู่ในที่พัก

 

ขณะพักร่างกายจะเริ่มสูญเสียความร้อนทำให้เรารู้สึกหนาวขึ้นอย่างรวดเร็ว เราควรใส่เสื้อชั้น mid layer (ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อขนเป็ด) เพิ่มก่อนที่เราจะรู้สึกหนาวเพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนเร็วเกินไปเพราะเราต้องถอดเสื้อชั้นนอกสุดก่อน

 

หลังจากช่วงพักไปแล้วจะเริ่มเดินต่อ เรายังไม่จำเป็นต้องถอดชั้น mid layer ออก สามารถใส่เสื้อผ้าเหมือนตอนพักได้เลย รอให้ร่างกายร้อนขึ้นจากการเดินแล้วค่อยถอยออกกลางทางจะดีกว่า แต่สำหรับใครที่คิดว่าตัวเองเป็นคนขี้ร้อนจะถอด mid layer ออกก่อนเดินก็ได้

 

เมื่อไปถึงที่พักแล้วควรเปลี่ยนชุดให้หนาขึ้นหรือเพิ่มชั้นของเสื้อ เพราะเมื่อดวงอาทิตย์ตกแล้วอุณหภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็วและหนาวกว่าตอนกลางวันมาก


 

 

 

หนาวและชื้น

 

สภาพอากาศหนาวและชื้นเป็นสภาพอากาศที่อันตรายสำหรับมนุษย์มากที่สุดเพราะเสี่ยงต่อภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ โดยสภาพอากาศแบบนี้สามารถพบได้ที่แถบขั้วโลก เช่น ประเทศกรีนแลนด์, ไอซ์แลนด์, รัสเซีย เป็นต้น เสื้อผ้าที่ใส่ควรเน้นในเรื่องการให้ความอบอุ่นเช่นเดียวกันกับคุณสมบัติการกันน้ำและการระบายอากาศ เพราะหากเสื้อไม่สามารถระบายอากาศได้ดีอาจทำให้เหงื่อบนร่างกายแข็งได้หากอุณหภูมิต่ำมากๆ

 

เสื้อ

Base Layer: เสื้อ thermal ที่ให้ความอบอุ่นและระบายเหงื่อได้ดี

Mid Layer: เสื้อขนสัตว์, เสื้อ fleece, เสื้อ down

Outer Layer: เสื้อ hard shell กันน้ำกันลม, เสื้อกันฝน

 

กางเกง

Base Layer: กางเกง thermal ที่ให้ความอบอุ่นและระบายเหงือได้ดี

Mid Layer: กางเกงเทรคที่มีเทคโนโลยีกันลมกันน้ำได้และระบายอากาศได้ดี

Outer Layer: กางเกง hard shell กันลมกันน้ำ 

 

สำหรับเทคนิคระหว่างเทรคในการแต่งตัวในสภาพอากาศหนาวและชื้นจะคล้ายกับสภาพอากาศหนาวและแห้ง แต่จะมีข้อจำกัดในการเพิ่มชั้นเสื้อขณะพัก เพราะอาจทำให้ตัวเปียกในกรณีที่ฝนตก ข้อควรระวังคือไม่ควรให้ร่างกายเปียกไม่ว่าจะเป็นฝนหรือเหงื่อ เพราะเสี่ยงต่อภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ


 

 

 

Accessories อื่นๆ ที่จำเป็นต่อการเดินเทรค

 

แว่นกันแดด

 

แว่นกันแดดเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นมากในการเดินเทรค เพราะแสง UV ในระดับความสูงของภูเขานั้นมีมากกว่าระดับน้ำทะเลข้างล่างอย่างบ้านเราซะอีก แถมอาจจะมีแสงสะท้อนของ UV จากหิมะที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ดวงตาอ่อนล้า และร้ายแรงที่สุดสามารถเกิด snowblind* ได้

 

สิ่งที่สำคัญในการเลือกแว่นกันแดดสำหรับการเดินเทรคหรือปีนเขาคือ ให้เลือกแว่นที่สามารถป้องกันแสงสะท้อนได้ทั้งจากด้านข้างและด้านหลังได้ดี เช่น แว่นที่โค้งรับใบหน้า

 

หมายเหตุ: 

*Snowblind คืออาการตาบอดชั่วขณะสามารถเกิดขึ้นตั้งแต่ 24-48 ชั่วโมง อาการนี้เกิดขึ้นจากดวงตาที่ได้รับแสง UV มากเกินไปแล้วเกิดการไหม้ที่กระจกตา ถึงชื่ออาการจะมีคำว่า snow แต่สาเหตุก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากแสงสะท้อนจากหิมะเสมอไป อาจเกิดจากแสงสะท้อนจากน้ำทะเลหรือทรายขาวก็ได้ ทั้งนี้วิธีป้องกันคือการใส่แว่นกันแดดที่สามารถกรองแสง UV ได้

 


 

ถุงมือ

 

หากต้องไปเดินเทรคในสภาพร้อนสุดขั้วหนาวสุดขีดในทริปเดียวกัน อย่าลืมเตรียมถุงมือไปสำหรับ 2 สภาพอากาศ แบบบางเพื่อกันแดดมือจะได้ไม่ไหม้เกรียมและผิวไม่ลอก และแบบหนาสำหรับให้ความอบอุ่น หรือถ้าหนาไม่พอก็ใส่ไปเลย 2 ชั้น แต่อาจจะลำบากในการจับสิ่งของ

 

ถุงเท้า

 

ถุงเท้าควรเป็นถุงเท้าสำหรับการเทรคโดยเฉพาะ เพราะผ้าจะหนากว่าและทำให้เดินสบายเท้ากว่า วัสดุที่ใช้ทำถุงเท้าอาจะเป็นขนสัตว์ เช่น merino wool หรือผ้าใยสังเคราะห์ ข้อดีของ wool คือเป็นผ้าที่ระบายอากาศได้ดีมาก ซึมซับเหงื่อได้ดีมาก ให้ความอบอุ่นเมื่ออุณหภูมิต่ำ และที่สำคัญคือไม่มีกลิ่นแม้ว่าจะใส่ติดๆ กันหลายวันก็ตาม! ส่วนผ้าใยสังเคราะห์จะมีคุณสมบัติคล้าย wool แต่จะให้ความอบอุ่นน้อยกว่า และมีกลิ่น แต่ถ้าเป็นถุงเท้าผ้าฝ้ายแล้วล่ะก็ รับรองได้ว่าจะอับชื้นเท้าเปียก และเหม็นสุดๆ ไปเลย

 

 

 

รองเท้า

 

รองเท้าที่ใช้ควรเป็นรองเท้าสำหรับเทรคหรือปีนเขาโดยเฉพาะ ไม่แนะนำให้ใช้รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้ากีฬาทั่วไป เพราะวัสดุที่ใช้นั้นต่างกันและใช้คนละจุดประสงค์กัน รองเท้าที่นำไปเทรคควรมีพื้นรองเท้าที่ค่อนข้างแข็งและทนทานต่อการเดินทุกสภาพผิวไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็ง ดิน หรือหิน นอกจากนี้รองเท้าเทรคยังมีคุณสมบัติในการกันน้ำได้ซึ่งจะได้เห็นประโยชน์ของมันตอนข้ามแม่น้ำหรือฝนตก

 

เทคนิคในการเลือกรองเท้าคือ เลือกซื้อรองเท้าในตอนเย็นหลังจากเท้าเกิดการบวมขึ้นเล็กน้อยแล้วระหว่างวัน และอย่าลืมนำถุงเท้าที่จะนำไปเทรคมาทดลองใส่ตอนซื้อรองเท้าด้วย


 

 

หมวก

 

หมวกที่ควรนำไปเทรคควรมีทั้งหมวกมีปีกสำหรับกันแดดและหมวกไหมพรม (beanie) สำหรับให้ความอบอุ่นและป้องกันความร้อนออกจากศีรษะ

 

หมวกกันแดด

 

สามารถเลือกเป็นหมวกแก๊ปที่มีผ้าติดอยู่ข้างหลังเพื่อป้องกันอาการไหม้บริเวณคอ หากไม่มีสามารถใส่หมวกแก๊ปคู่กับเสื้อเชิร์ตที่มีปกแล้วดึงปกขึ้นมาปิดบริเวณคอได้เช่นกัน สำหรับบางคนที่ต้องการป้องกันแสงแดดมากเป็นพิเศษสามารถเลือกหมวกที่มีปีกรอบด้าน หมวกชนิดนี้จะช่วยกันแสงจากข้างหลังอีกด้วย 

 

 

หมวกไหมพรม

 

หมวกไหมพรมมีให้เลือกตามท้องตลาดมากมาย การเลือกหมวกไหมพรมที่กันหนาวได้ดีควรเลือกแบบที่ถักถี่ๆ และมีเนื้อผ้าหนา เพราะเนื้อผ้าถี่ๆ นั้นจะช่วยป้องกันลมได้ดีกว่าและช่วยกักเก็บความร้อนได้ดีกว่า

 

 

 

เสื้อกันฝน

 

บางการเดินทางที่ต้องเจอกับฝนกระหน่ำเป็นเวลานาน จงอย่าไว้ใจประสิทธิภาพของเสื้อ hard shell มากจนเกินไป (ยกเว้น hard shell รุ่น Outdry Extreme ของ Columbia) เพราะส่วนใหญ่แล้วเสื้อ hard shell เหล่านี้เอาไม่อยู่ เสื้อ hard shell ที่มีประสิทธิภาพกันน้ำกันลมได้ อาจหมายถึงปริมาณน้ำจำนวนไม่มากและไม่นาน จึงอาจใช้ได้เพียงกรณีที่ฝนตกปรอยๆ หรือตากฝนไม่เกิน 4 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นควรพกเสื้อกันฝนติดกระเป๋าไปด้วยเพื่อความแห้งสบายในการเดินและไม่เสี่ยงต่อการเป็น hypothermia

 

ผ้า buff หรือ balaclava

 

ผ้าเนื้อบางเอนกประสงค์ที่มีให้เลือกทั้งแบบกัน UV และไม่กัน UV สามารถใช้ได้หลายวิธีกับหลายอวัยวะในร่างกาย เช่น ใช้พันข้อมือสำหรับเช็ดเหงื่อระหว่างเดินเทรคร้อนๆ ใช้สวมที่คอให้ความอบอุ่นหรือกันแดด ถ้าดึงผ้าขึ้นมาสูงหน่อยสามารถใช้ปิดปากปิดจมูกกันฝุ่นควันได้อีกด้วย หรือจะไว้ใช้สวมที่หัวแล้วดึงลงมาถึงหูเพื่อให้ความอบอุ่นก็ได้ ในกรณีที่เจอสภาพอากาศหนาวแต่แดดแรงจัดสามารถใช้ร่วมกับหมวกมีปีกให้ช่วยกันแดดได้

(รูปใส่ผ้า buff)


ตอนนี้ก็รู้กันแล้วใช่มั้ยล่ะว่าการแต่งตัวแบบ layering นั้นง่ายนิดเดียว คราวนี้สภาพอากาศอันแสนโหดร้ายก็จะไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป แค่นี้ก็สามารถออกไปสนุกกับกิจกรรม outdoor กันได้อย่างสบาย!

Please reload

  • Black YouTube Icon
  • Black Instagram Icon
  • Black Facebook Icon