© PAKAPRICH | Adventure Travel & Photography

Nanga Parbat ภูเขาเพฌชฆาต

September 28, 2017

Nanga Parbat ภูเขาเพฌชฆาต

 

ดวงอาทิตย์โปรยแสงสีทองลงบนยอดเขา Nanga Parbat ยอดเขาสุดขอบสุดวันตกของเทือกเขาหิมาลัยที่น้อยคนเคยได้ยินชื่อ เราเฝ้ามองดวงอาทิตย์ฉาบแสงยอดเขาหิมะอย่างช้าๆ จากเกือบ 5,000 เมตรใต้ยอดเขาที่ Fairy Meadows จุดหมายการเดินเทรคยอดนิยมของชาวปากีสถานประหนึ่งว่าเป็นภูกระดึงของไทย แต่ต่างกันตรงที่ยอดเขาที่มองเห็นคือยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 9 ของโลกด้วยความสูง 8,126 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และเป็นยอดเขาที่คร่าชีวิตผู้ที่พยายามพิชิตมันมากมายจนได้ฉายาว่า “ภูเขาเพชฌฆาต”

 

 

 

สวัสดีค่ะ เราชื่อฝ้ายเราชอบเดินทางแนวผจญภัย ชอบธรรมชาติและชอบไปเดินเทรคค่ะ

 

การเดินทางในครั้งนี้เราเดินทางกับโบ๊ท (คุณสามี) และพี่ๆ ร่วมทีมอีกทั้งหมด 4 คนที่รู้จักกันจากกลุ่ม Thailand Mountaineering Club และหนึ่งในนั้นคือ พี่ฟ้า เจ้าของกระทู้ “เดี่ยว 3 passes” <https://pantip.com/topic/34527895> ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการเดินเทรคของเราและเป็นคนชวนเรามาทริปนี้ด้วยกันค่ะ

 

กระทู้ที่แล้วเราเทรคไป K2  และข้ามช่องเขา Gondogoro กันมาในกระทู้ “K2 ภูเขาเถื่อน” <https://pantip.com/topic/36053482/> เป็นเวลา 13 วัน กันมาแล้ว แต่การเดินทางของเรายังไม่จบเพราะเรายังเหลือภูเขาอีกลูกที่เราจะไปตามหา Nanga Parbat ภูเขาเพฌชฆาตกันที่ Fairy Meadows

 

หากใครมีคำถามหรือข้อสงสัยก็พิมพ์มาถามหลังไมค์ หรือพิมพ์มาคุยกันได้ที่เพจ PakaPrich Adventure <www.facebook.com/pakaprich> นะคะ

 

ตามอ่านรีวิวก่อนๆ ของเราได้นะ

 

K2 ภูเขาเถื่อน >> https://pantip.com/topic/36053482

หาเรื่องผจญภัยไปเทรคในถ้ำที่เวียดนาม feat. VietJet >> https://pantip.com/topic/35383526

Autumn in New Zealand: เกาะใต้เมื่อใบไม้เปลี่ยนสี >> http://pantip.com/topic/35230884

Nepal Himalaya: 3 พาสบนทางสู่ Everest >> http://pantip.com/topic/35010452

ลาตะวัน ณ เชียงดาว >> http://pantip.com/topic/34711295

ม่อนจองใต้แสงจันทร์ >> http://pantip.com/topic/34643626

2015 in Review: ภาพถ่ายและการเดินทาง >> http://pantip.com/topic/34622942

2 ปี 22 ประเทศ: ภาพถ่าย และการเดินทาง >> http://pantip.com/topic/33862574

หุบเขาเสือกระโจน ต้องโดนซักครั้งถ้ายังมีแรง! >> http://pantip.com/topic/33614393

รีวิวชุด (A)long way home: 71 วัน 13 ประเทศกลับบ้านด้วยรถไฟ

บทนำ: (A)long way home 71 วัน 13 ประเทศ กลับบ้านด้วยรถไฟ >> http://pantip.com/topic/31673480

ตอนที่ 1: อังกฤษ >> http://pantip.com/topic/31771856

ตอนที่ 2: จากลอนดอนถึงบอลติก >> http://pantip.com/topic/31864956

ตอนที่ 3: St. Petersburg และ Moscow >> http://pantip.com/topic/31886788

ตอนที่ 4: สามวันครึ่งบนรถไฟ เดินทางไกลไป Irkutsk >> http://pantip.com/topic/32064993

ตอนที่ 5: Olkhon เกาะเล็กในทะเลสาบใหญ่ >> http://pantip.com/topic/32119834

ตอนที่ 6: นั่งรถไฟจะไปอูลานบาตอร์ >> http://pantip.com/topic/32236087

ตอนที่ 7: โกบี, ทะเลทราย สายลม และแสงดาว >> http://pantip.com/topic/32267581

ตอนที่ 8: ปักกิ่งหนาวมาก >> http://pantip.com/topic/32359183

ตอนที่ 10: ผจญภัยในหุบเขาอวตาร และตลาดน้ำเฟิ่งหวง >> http://pantip.com/topic/33145534

ตอนที่ 11: กุ้ยหลิน >> http://pantip.com/topic/33242560

ตอนที่ 12 : 1,000 ไมล์ นั่งรถไฟให้ถึงบ้าน >> http://pantip.com/topic/33389037

 

คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

 

ชอบกระทู้ก็อย่าลืมช่วยกัน + ช่วยกันแชร์กันนะคะ

 

ถ้าพร้อมแล้วก็ออกไปผจญภัยกันต่อเลยเลย!

 

//

 

แนะนำเส้นทาง

 

รูป Passu Cathedral

 

การเดินทางในปากีสถานของเราใช้เวลาทั้งหมด 23 วันในช่วงฤดูร้อน (15 ก.ค. - 6 ส.ค. 2559)

 

ทริปหลักของเราคือการเดินเทรคไป K2 และข้าม Gondogoro La ช่องเขาที่มีความสูง 5,625 เมตรซึ่งใช้เวลาทั้งหมด 10 วัน < <https://pantip.com/topic/36053482/ > ส่วนเวลาที่เหลือนั้นเป็นทริปย่อยที่ไกด์จัดให้ได้แก่ ทริป Hunza หุบเขาเขียวขจีเป็นที่นิยมมาช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ใช้เวลาทั้งหมด 3 วัน และทริป Fairy Meadows ทริปเดินเท้าไปชมภูเขา Nanga Parbat ภูเขาที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลกและได้รับสมญานามว่าเป็น “ภูเขาเพชรฆาต” ใช้เวลาอีก 3 วัน และที่เหลือเป็นเวลาที่ใช้ในการเดินทางค่ะ

 

แผนการเดินทาง

 

Day 0: Bangkok - Islamabad

Day 1: Islamabad - Skardu

Day 2: Skardu

Day 3: Skardu - Askole

Day 4: Askole - Jhola

Day 5: Jhola - Paiju

Day 6: Paiju - Khobutse

Day 7: Khobutse - Goro II

Day 8: Goro II - Concordia

Day 9: Concordia

Day 10: Concordia - Ali Camp

Day 11: Ali Camp - Gondogoro La - Khuspang

Day 12: Khuspang - Saitcho

Day 13: Saitcho - Hushe - Skardu

Day 14: Skardu - Karimabad (Hunza)

Day 15: Karimabad (Hunza)

Day 16: Karimabad (Hunza) - Fairy Meadows

Day 17: Fairy Meadows

Day 18: Fairy Meadows - Beyall Camp

Day 19: Beyall Camp - Fairy Meadows - Islamabad

Day 20: Islamabad: Taxila

Day 21: Islamabad

Day 22: Islamabad - Bangkok

 

แผนการเทรค Nanga Parbat - Fairy Meadows

 

ยอดเขาฝั่งปลายขอบตะวันตกสุดของเทือกเขาหิมาลัย

 

เส้นทางการเทรคไป Fairy Meadows เพื่อไปชม Nanga Parbat ภูเขาที่สูงเป็นอันดับ 9 ของโลกถือเป็นเส้นทางเทรคยอดนิยมของชาวปากีสถานเนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก และใช้เวลาในการเดินไป Fairy Meadows เพียง 3-4 ชั่วโมง และหากต้องการเดินต่อไปยัง Nanga Parbat Base Camp ก็แค่เพิ่มเวลาเดินอีก 3 ชั่วโมง และถ้าใครเดินไม่ไหวก็มีบริการให้เช่าม้าด้วย และด้วยเหตุนี้เองทำให้ Nanga Parbat เป็นยอดเขาที่สูงมากกว่า 8,000 เมตรที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในโลก 

 

แต่ถึง Nanga Parbat จะเป็นยอดที่เข้าถึงง่าย แต่กลับเป็นหนึ่งในยอดเขาที่พิชิตยากที่สุดในโลก และเป็นยอดเขาที่มีอัตราการตายจากการปีนมากเป็นอันดับ 3 ในบรรดายอดเขาที่สูงเกิน 8,000 เมตร โดยประมาณ 20% ของคนที่ปีน Nanga Parbat จะไม่มีชีวิตรอดกลับมา [สถิตินี้เป็นรองเพียง Annapurna I (34%) และ K2 (30%) เท่านั้น เทียบกับ Everest ซึ่งมีอัตราการตายจากการปีนประมาณ 4%]

 

การเทรคไป Fairy Meadows สามารถไปแบบ 2 วัน 1 คืน ได้จนถึง 4 วัน 3 คืน

 

ความปลอดภัย

 

การก่อการร้าย

วันที่ 22 มิถุนายน 2556 เกิดการสังหารหมู่ที่ Nanga Parbat Base Camp โดยกลุ่ม al-Qaida ทำให้นักปีนเขาและชาวท้องถิ่นเสียชีวิตรวม 11 ราย ซึ่งเป็นเหตุการณ์รุนแรงครั้งแรกที่เกิดกับกลุ่มนักปีนเขาในเขต Gilgit-Baltistan ของประเทศปากีสถาน

 

ปัจจุบันเวลานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไปเดินเทรคตามเส้นทางนี้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวปากีสถานถือปืนเดินคุ้มกันไปด้วยเสมอ

 

การแพ้ความสูง

Fairy Meadows ตั้งอยู่ที่ความสูงประมาณ 3,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลทำให้มีความเสี่ยงกับอาการแพ้ความสูงหรือ AMS ใครไม่เคยขึ้นที่สูงหรือมีประวัติแพ้ความสูงควรระวังเรื่องนี้ไว้ด้วย

 

สภาพถนน

สภาพถนนที่พาไปยังจุดเริ่มเดินไป Fairy Meadows เป็นเส้นทางเลียบเหวเลนเดี่ยวที่ไม่มีรั้วกั้น และตลอดทางจะมีรถขับสวนมาเป็นระยะๆ

 

รูปถนน

 

สภาพเส้นทางเดินเทรค

เส้นทางเดินเทรคไป Fairy Meadows เป็นทางเท้าขนาดใหญ่ เดินง่ายมาก

 

สภาพอากาศ

สภาพอากาศที่ Fairy Meadows ค่อนข้างชุ่มชื้น เขียวชอุ่มตลอดช่วงฤดูร้อนที่เราไป ตอนกลางวันแดดแรง ส่วนตอนกลางคืนอากาศค่อนข้างเย็น

 

รูป Fairy Meadows

 

การเดินทาง

 

นั่งรถจี๊ปไปจุดเริ่มเดิน 1.5 - 2 ชั่วโมง

เดินไป Fairy Meadows 3 - 4 ชั่วโมง

เดินไป Nanga Parbat Base Camp 3 - 4 ชั่วโมง

 

ที่พัก

มีทั้งบ้านพัก และเต็นท์ มีร้านอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยว

 

อุปกรณ์จำเป็น

 

กระเป๋า daypack ขนาด 20-30 ลิตร

ใช้สำหรับใส่เสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมด

 

เสื้อผ้า

ถึงการเทรคไป Fairy Meadows จะไม่ยาก และไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ในการเทรคเหมือนการไป K2 แต่เราแนะนำว่าเพื่อความสบายและคล่องตัวควรใช้เสื้อผ้าสำหรับเทรคจะดีกว่าการใส่ชุดธรรมดาไป

 

เสื้อ shirt แขนยาวกัน UV 

ทางเดินขึ้น Fairy Meadows ช่วงแรกอากาศร้อน แดดแรง มีต้นไม้ให้ร่มเงาบ้าง เสื้อ shirt กัน UV จึงเป็นเสื้อที่เหมาะสมในการใส่เดินช่วงแรกมาก เพราะมีเนื้อผ้าเบาบาง ระบายเหงื่อได้ดี แถมยังกัน UV ได้อีกด้วย

 

ชุด base layer หรือ long john

ใช้ใส่เพิ่มความอบอุ่นตอนนอน

 

เสื้อดาวน์ 

ใช้ใส่เพิ่มความอบอุ่นตอนนอน

 

เสื้อ shell

ใช้กันแดด กันลม กันฝน

 

รูปเสื้อ

 

อุปกรณ์ถ่ายภาพ

 

Lumix GX8

Lumix GX85

Lumix 7-14mm f/4

Lumix Leica 15mm f/1.7

Lumix Leica 25mm f/1.4

Lumix 100-300mm

 

หหมายเหตุ: การเดินทางครั้งนี้เราได้รับการสนับสนุนชุดลุยจาก Columbia และกล้องถ่ายภาพจาก Panasonic ประเทศไทย

 

//

 

Day 13: 28 กรกฎาคม 2559

Saitcho (3,434m) - Hushe (3,100m) - Skardu (2,228m)

เดินเท้า: 3 ชั่วโมง

รถยนต์: 5 ชั่วโมง

 

หลังจากเรากลับมาถึง Skardu โดยสวัสดิภาพในตอนบ่ายแก่ๆ ก็ได้เวลาพักเหนื่อยกันซักที

เราได้อาบน้ำครั้งแรกในรอบ 10 วัน และนำเสื้อผ้าที่ผ่านการใช้อย่างโชกโชนมาซักก่อนที่จะไม่มีอะไรใส่

 

ตกเย็นหลังจากได้พักผ่อนกันเล็กน้อย ไกด์ก็พาออกไปเดินเล่นในเมือง Skardu ซึ่งสถานที่ที่จะพาไปเดินเล่นคือป้อม Kharpocho ปราการแห่ง Skardu ซึ่งต้องปีนขึ้นไป 200 เมตรใช้เวลาปีน 20 นาที เมื่อเห็นเนินเขาสูงๆ แบบนี้แล้วทุกคนก็ขอบายไปเดินเล่นบนพื้นราบในเมืองแทนดีกว่า จะมีก็แต่โบ๊ทกับพี่ฟ้าที่ยังมีแรงเหลือปีนเขากันอย่างสนุกสนาน

 

รูปจากป้อม Kharpocho

 

ตกค่ำก็ไปกินอาหารเย็นกันก่อนที่จะแยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยความเพลีย

 

//

 

Day 14: 29 กรกฏาคม 2559

Skardu (2,228m) - Karimabad Hunza (2,400m)

รถยนต์: 10 ชั่วโมง

 

วันนี้เราจะเดินทางไป Karimabad Hunza หรือที่รู้จักในชื่อหุบเขา Hunza (อ่านว่า ฮุน-ซา) ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองพักตากอากาศของชาวปากีสถานเพราะเป็นเมืองที่มีสีสันเปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยหุบเขาจะกลายเป็นสีเหลืองแดงในฤดูใบไม้ร่วง และกลายเป็นสีชมพูในฤดูใบไม้ผลิ แต่ช่วงที่เราไปเป็นข่วงฤดูร้อนหุบเขาจึงมีสีเขียว แต่ถึงจะรู้ว่าเราจะไม่ได้ภาพที่แปลกตา แต่เราก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอยไปได้อิ่มอร่อยกับผลไม้อย่างเต็มที่โดยเฉพาะแอปพลิคอตที่ออกผลในฤดูร้อนเท่านั้น

 

ตลอดช่วงเช้าของวันนี้ไกด์ใช้เวลาไปกับการประสานงานและแก้ปัญหาให้พี่ในทีมคนนึงที่ต้องเดินทางกลับก่อนกว่าจะเสร็จก็บ่ายๆ เราเลยใช้เวลาช่วงเช้าไปเยี่ยมบ้านผู้ช่วยไกด์ที่ช่วยนำทางเราตลอด 10 วันในการเทรคไป K2

 

บ้านอาลี

 

ตอนบ่ายก็แวะไปบ้านไกด์เพื่อรอเวลาออกเดินทาง

 

บ้านฮุสเซน

 

หลังจากได้มาปากีสถานเราได้รู้ว่าชาวปากีสถานโดยเฉพาะในแถบภูเขานั้นเป็นมิตรมากจริงๆ

 

เราออกเดินทางไป Hunza กันตอนบ่าย 3 ผ่านถนนสายเล็กสายเดิมที่พาเรามา Skardu แต่คราวนี้ระทึกกว่าเดิมหน่อยเพราะว่ากว่าจะพ้นจุดหวาดเสียวไปท้องฟ้าก็มืดซะแล้ว ทำให้เรานั่งกันตัวเกร็งลุ้นกันตลอดทาง

 

และกว่าเราจะมาถึง Hunza เวลาก็เลยมาถึงเกือบตี 2 ของวันใหม่แล้ว

 

//

 

Day 15: 30 กรกฏาคม 2559

Karimabad Hunza (2,400m)

 

ถึงจะเดินทางกันมาเหนื่อย แต่ทุกคนก็ยังตื่นเช้า เพราะว่าที่ Hunza มีที่ให้เที่ยวเยอะเลย

 

Hunza ตอนเช้าสวยกว่าตอนกลางคืนที่เรามาถึงเยอะ! จากโรงแรมเราสามารถมองเห็นยอด Rakaposhi (7,788m) อยู่กลางหุบเขาเขียวขจี เห็นแล้วก็อยากมาที่นี่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แล้วก็ฤดูใบไม้ผลิด้วยเหมือนกัน

 

รูป Hunza

 

วันนี้เราจะไปทั้งหมด 4 ที่ด้วยกันคือ

 

Baltit Fort 

 

รูป Baltit

 

ป้อมปราการในสมัยอดีตกาลที่ไว้คอยตรวจตราความปลอดภัยของเมือง Karimabad ที่แห่งนี้ได้กลายเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์เปิดให้คนเยี่ยมชมไปแล้ว มีค่าเข้า 800 รูปี รวมค่าไกด์ของพิพิธภัณฑ์ด้วย 

 

นอกจากจะเป็นป้อมปราการในสมัยก่อนแล้วยังเป็นสถานที่ที่พระราชาเคยพำนักอยู่อีกด้วย 

 

ที่นี่เราจะได้พบกับประวัติศาสตร์และความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยก่อน ได้เดินดูตามห้องที่จัดแจงเป็นสัดส่วนและอุปกรณ์เครื่องใช้ที่ใช้ในยุคนั้น

 

เมื่อขึ้นไปบนระเบียงชั้นบนก็จะพบกับวิวของเมืองที่รายล้อมไปด้วยภูเขาตระการตา

 

ถ้าใครมาแล้ว จะได้เจอกับทหารยามในเครื่องแบบไม่เหมือนใคร เลยเข้าไปขอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

 

รูปพี่ยาม

 

Attabad Lake

 

รูป Attabad Lake

 

ทะเลสาปสีน้ำเงินเข้มที่เกิดจากดินถล่มกั้นแม่น้ำเมื่อปี 2010 จนเกิดเป็นทะเลสาปถาวรขึ้น

 

 

 

Passu Cathedral

 

รูป Passu

 

ยอดเขารูปร่างแปลกตาทางตอนเหนือของ Hunza เรามาแวะกินข้าวกลางวัน ณ ที่แห่งนึง วิวนอกหน้าต่างเห็นความสวยงามของภูเขา Passu Cathedral ได้อย่างชัดเจน แต่ที่นี่ทำอาหารกันช้ามาก หลังจากสั่งเมนูเสร็จต้องใช้เวลารอ 2 ชั่วโมงได้กว่าจะได้กิน ซึ่งเวลานี้ถือว่าช้ากว่าปกติของร้านอาหารในปากีสถานที่ปกติจะใช้เวลาทำอาหารครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง เราไม่แน่ใจว่าอาจจะเป็นเพราะคนที่นี่กินอาหารกันสายมากๆ (มื้อเที่ยงกินบ่าย 2 หรือ 4 โมง มื้อเย็นกินตอน 3 ทุ่มเป็นต้นไป) เลยทำให้เวลาที่เราสั่งอาหารตามเวลาปกติที่เรากินที่ไทย เค้าอาจจะทำการเตรียมครัวยังไม่เสร็จก็เป็นได้

 

Eagle Nest

 

รูป Eagle Nest

 

จริงๆ แล้ว Eagle Nest Resort นั้นเป็นรีสอร์ทให้นักท่องเที่ยวมาพักกันได้ แต่นอกจากจะเป็นรีสอร์ทชื่อดังแล้ว ยังเป็นจุดชมวิวขึ้นชื่อของ Hunza Valley อีกด้วย

 

แต่จุดชมวิวที่นี่ไม่ได้แค่นั่งรถไปถึงแล้วไปชมได้เลยนะ ยังต้องเดินขึ้นไปอีกนิดนึง แต่ถ้าเทียบกับการไปปีน Gondogoro La แล้ว มาปีนจุดชมวิวไม่กี่ร้อยเมตรเป็นเรื่องสบายๆ 

 

แต่โชคไม่ค่อยดีที่ตอนเย็นท้องฟ้าปิดบรรยากาศเลยออกจะหม่นๆ ซักหน่อย

 

//

 

Day 16: 31 กรกฏาคม 2559

Karimabad Hunza (2,400m) - Jeep Transfer (1,200m) - Trailhead (2,700m) - Fairy Meadows (3,300m)

รถยนต์: 4 ชั่วโมง

รถจี๊ป: 1.5 ชั่วโมง

เดินเท้า: 3-4 ชั่วโมง

 

เราออกจาก Hunza Valley มุ่งหน้าไปยังที่หมายใหม่ Fairy Meadows ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นทุ่งที่เขียวขจีและอุดมสมบูรณ์มากที่นึงเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีภูเขา Nanga Parbat รอให้เราไปยลโฉมกันอยู่อีกด้วย

 

การเดินเทรคที่ Fairy Meadows นั้นถือว่าไม่ยากแม้จะเป็นเทรคเกอร์มือใหม่ แต่อาจจะเหนื่อยหน่อยเพราะความสูงที่เริ่มเดินนั้นก็อยู่ที่ 2,700 เมตรแล้ว

 

แม้ว่าทางเดินจะไม่ยาก แต่ใช่ว่าการเดินทางในครั้งนี้จะไม่อันตราย เพราะก่อนการเดินเทรคนั้น เราต้องนั่งรถจี๊ปลัดเลาะไปตามสันเขาเป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง เรากระเด้งกระดอนไปตามถนนที่ขรุขระและไม่กว้างมาก และรู้สึกหวาดเสียวทุกทีที่มีรถอีกคันวิ่งสวนมา

 

รูปรถ

 

ความอันตรายของที่นี่คือ นอกจากทางจะแคบแล้ว ยังเสี่ยงต่อหินถล่มอีกด้วย แต่ที่นี่ก็ยังได้รับความนิยมจากคนปากีสถานเองที่มาเดินเที่ยวกันอย่างไม่ขาดสาย เราเจอคนปากีสถานมากมายหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะมากันเป็นกลุ่มกับเพื่อน มากับครอบครัว หรือมากับแฟน ที่นี่ทำให้เรานึกถึงภูกระดึงบ้านเราไม่มีผิด

 

จากจุดเริ่มเดินเราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งมาถึง Fairy Meadows ที่เราเดินกันเร็วอาจเป็นเพราะเราไม่ได้หยุดพักนานและผ่านการ acclimatize จาก K2 มาแล้ว (ปกติใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง)

 

Nanga Parbat ปรากฏตัวให้เราเห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่น่าเสียดายที่วันนี้เมฆปกคลุมยอด ทำให้เรายังมองเห็นได้ไม่เต็มตา 

 

Nanga Parbat เป็นภูเขาที่ได้รับฉายาว่าเป็นภูเขาเพชฌฆาตเพราะเป็นหนึ่งในภูเขาที่ปีนยากและอันตรายมากที่สุด Nanga Parbat ได้คร่าชีวิตคนไป 31 คนก่อนจะมีคนสามารถปีนไปถึงยอดได้เป็นคนแรก

 

//

 

Day 17: 1 สิงหาคม 2559

Fairy Meadows (3,300m)

 

ถึงแม้เราจะขึ้นมาบนยอดที่ความสูง 3,300 เมตร แต่อากาศนั้นไม่ได้หนาวจัด ตอนกลางวันอากาศกำลังเย็นกำลังสบาย ใส่เสื้อ 1-2 ชั้นได้ แต่จะรู้สึกเย็นขึ้นตอนเช้าตรู่และยามค่ำคืน 

 

วันนี้เป็นวันว่างๆ วันนึงที่ไกด์พาเราไปเดินหามุมถ่ายรูปกันทั้งวัน 

 

บนยอดมีที่พักให้พักหลายแห่งมาก บางที่ก็เป็นลานกางเต็นท์ มีทั้งนักท่องเที่ยวและคนพื้นที่อยู่เต็มไปหมด ข้างบนหนุ่มๆ ชาวปากีฯ เตะบอลกันอย่างสนุกสนาน ส่วนผู้หญิงชาวปากีฯ นั้นจะชอบเก็บตัวอยู่เป็นกลุ่มอย่างเงียบๆ 

 

เราเดินกันให้ทั่วยอดข้างบน เห็นวิวทิวทัศน์ต่างๆ นานา 

 

(ลงรูปรัวๆ)

 

และกลับมาเก็บ Nanga Parbat กับแสงเย็นหน้าที่พักของเราเอง

 

ค่ำคืนนี้ที่โบ๊ทไม่อยู่ออกไปถ่ายรูปกับพวกพี่ๆ ในทีม 

 

เราเลยออกมานอนชมดาวในความมืดอยู่คนเดียว ละทิ้งทั้งไฟฉายและเครื่องมือสื่อสาร

ดาวพร่างพรายประกายอยู่เต็มท้องฟ้า มันสวยมาก เราอยู่ในความสงบพร้อมความสุขเล็กๆ ของเราในคืนนี้

 

//

 

Day 18: 2 สิงหาคม 2559

Fairy Meadows (3,300m) - Beyal Camp (3,550m)

เดินเท้า: 45 นาที

 

ตอนเช้าวันนี้อากาศสดใสมาก ไม่มีเมฆแม้แต่ก้อนเดียว ทำให้มองเห็น Nanga Parbat ได้อย่างเต็มๆ ตา แสงแรกที่กระทบบนยอดเขาที่สูงอันดับ 9 ของโลกสวยไม่แม้แสงสุดท้ายที่กระทบ K2

 

เราเหมือนถูกมนต์สะกด ได้แต่ตะลึงกับความสวยงามของธรรมชาติ

 

วันนี้ไกด์จะพาเราไป Beyal Camp แคมป์ที่อยู่ห่างออกไปจาก Fairy Meadows 1 ชั่วโมง เป็นทางเดียวกันกับทางไป Nanga Parbat Base Camp

 

หลังจากเดินจนทั่ว Fairy Meadows ตลอด 2 วันที่ผ่านมา เห็นที่คงจะน่าเบื่อเกินไปถ้าจะอยู่เป็นคืนที่ 3

 

โชคไม่ค่อยดีที่ตอนสายๆ ท้องฟ้ามืดมนขมุกขมัว เราเดินเทรคท่ามกลางสายฝนที่ตกปรอยๆ แต่ใช้เวลาเพียง 45 นาทีก็ถึง

 

ที่ Beyal Camp มีบ้านพักให้เลือกเยอะแยะมากมาย แต่เหมือนหลายๆ ที่ก็ยังปิดไว้ ไกด์พาเราไปพักบ้านที่เค้ารู้จักกับเจ้าของ คนที่นี่บางตาไม่คึกคักเหมือนที่ Fairy Meadows เลย ไม่น่าแปลกใจที่เจ้าของบ้านพักจะดีใจที่ได้เจอเพื่อนเก่าและได้คนมาเข้าพักเป็นธรรมดา

 

ตกบ่ายฝนก็ยังตกพรำๆ ตลอด เราเลยตัดสินใจเปลี่ยนแผนไม่เดินไป Nanga Parbat Base Camp เพราะไปถึงก็คงไม่เห็นอะไรอยู่ดี เราจึงได้แต่นั่งๆ นอนๆ กันอยู่ที่บ้านพัก 

 

และเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ความเยือกเย็นก็คลืบคลานเข้ามาทักทาย เจ้าของบ้านเลยจุดกองไฟให้ เรานั่งเล่นนั่งคุยกันจนไฟมอดก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน

 

//

 

Day 19: 3 สิงหาคม 2559

Beyal Camp (3,550m) - Trailhead (2,700m) - Main Road (1,200m) - Islamabad (600m)

เดินเท้า: 2 ชั่วโมง 30 นาที

รถจี๊ป: 1 ชั่วโมง 30 นาที

รถยนต์: 10 ชั่วโมง

 

สภาพอากาศตอนเช้าวันนี้กลับมาสดใสอีกครั้ง ทำให้เรา โบ๊ทและพี่ๆ ดีใจกันยกใหญ่ พากันเดินออกไปหามุมถ่ายรูปกันตั้งแต่เช้า ส่วนเราเลือกที่จะนั่งเล่นดูวิวเพลินๆ เก็บบรรยากาศสุดท้ายเอาไว้เพราะวันนี้เราจะเริ่มเดินทางกลับกันแล้ว

 

รูปถ่ายตอนเช้า

 

เราเดินออกจาก Beyal Camp กลับลงไปถึงจุดเริ่มเดินใช้เวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที

 

รูประหว่างเดินลง

 

เราอดนึกถึงการนั่งรถจี๊ปอันน่าหวาดเสียวไม่ได้ ถึงจะโอดครวญและไม่อยากนั่งขนาดไหนก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องกลับทางเดิมอยู่ดี

 

ผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมงบนถนนสายหวาดเสียว ในที่สุดเราก็กลับมาถึงถนนใหญ่อีกครั้ง จากจุดนี้เรายังเหลือเวลาอีก 10 ชั่วโมงบนรถกว่าจะไปถึง Islamabad

 

ตกค่ำเราแวะกินปลาเทราท์ซึ่งพบได้ในลำธารบนภูเขาสูงของปากีสถาน และถึงกรรมวิธีในการทำปลาเทราท์จะไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่ แต่รสชาติอร่อยมากขอบอก

 

หลังจากกินกันเสร็จสรรพก็นั่งรถกันต่อ กว่าจะถึง Islamabad ก็ปาเข้าไปตี 2 แล้ว

 

//

 

Day 20-21: 4-5 สิงหาคม 2559

Islamabad (600m)

 

เมื่อกลับมาถึง Islamabad ก็เหมือนกับการประกาศจบทริปโดยปริยายเพราะที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำมากนัก แต่เรายังเหลือเวลาที่ Islamabad อีก 3 วันก่อนจะได้ทางกลับกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเยอะเกินไปที่จะอยู่เที่ยวในเมืองหลวงของปากีสถาน แต่ก็ไม่มากพอที่จะไปเที่ยวเมืองที่น่าสนใจเมืองอื่นเช่น Lahore หรือ Multan ได้ ทำให้เราได้แต่เรื่อยเปื่อยอยู่ใน Islamabad ส่วนใหญ่จะกินๆ นอนๆ อยู่ในโรงแรมเพราะอากาศร้อนและเหนื่อยจากการเดินทางมาตลอด 20 วันที่ผ่านมา

 

แต่ไกด์ก็ยังขยันหาที่พาไปเที่ยวจนได้ โดยสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจใกล้ Islamabad ได้แก่

 

Taxila เมืองมรดกโลกซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

 

Margalla Hills เนินเขาใกล้ๆ Islamabad ซึ่งเป็นสถานที่ดินเนอร์สุดหรู (ที่เราได้แต่ดูแล้วนั่งรถกลับ) มองเห็นวิวของเมือง Islamabad

 

Murree Hill เนินเขาทางตอนเหนือของ Islamabad ซึ่งเป็นสถานที่พักตากอากาศและชมวิวของชาวปากีสถาน

 

Faisal Mosque มัสยิดแห่งเมือง Islamabad

 

รูป Faisal Mosque

 

แต่ถึงเราจะไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหน แต่เราก็มีความสุขกับการกินอาหารปากีฯ ไม่ว่าจะเป็นข้าวหมกไก่, ข้าวหมกแพะ, แกงกะหรี่ และที่สำคัญคือไก่ย่างร้านที่อยู่ใกล้ๆ กับสนามบินซึ่งเป็นไก่ย่างที่อร่อยที่สุดเท่าที่เราเคยกิน

 

//

 

Day 22: 6 สิงหาคม 2559

Islamabad (600m) - Bangkok (1.5m)

เครื่องบิน: 5 ชั่วโมง

 

รูปรวม

 

เราบอกลาไกด์ที่คอยดูแลเราเป็นอย่างดีตลอด 20 กว่าวันที่ผ่านมาที่สนามบิน ก่อนเดินผ่านด่านตรวจหลายชั้นเพียงเพื่อเข้าไป check in

 

เราหวนคิดถึงการผจญภัยท่ามกลางเทือกเขาคาราโครัมและหิมาลัยในประเทศปากีสถานที่กำลังจะจบลง ทุกย่างก้าว ทุกหยาดเหงื่อ กับเป้าหมายในการไปเห็นยอดเขาที่ยิ่งใหญ่ของโลกได้ผ่านไปแล้ว เหลือแต่ภาพถ่าย ความทรงจำและมิตรภาพที่จะยังคงอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน

 

อีกไม่กี่ชั่วโมงเครื่องบินลำใหญ่จะพาเรากลับบ้าน

 

เมื่อถึงตอนนั้น เราคงได้แต่รอคอยการผจญภัยครั้งต่อไป

 

//

 

สรุปค่าใช้จ่าย

 

 

 

ค่าวีซ่า 1,300 บาท

ค่าตั๋วเครื่องบิน 16,000 บาท

ค่าทัวร์ 2,000 USD

รวม

  • K2 Trek ข้าม Gondogoro La

  • ทัวร์ Hunza

  • Fairy Meadows Trek

  • ค่าเดินทางทั้งหมด

  • ค่าอาหารระหว่างเทรค K2

  • ค่าที่พักทั้งหมด

ไม่รวม

  • ค่าทิปไกด์และลูกหาบ

  • ค่าอาหารนอกการเทรค K2

  • ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์อื่นๆ

  • ค่าตั๋วเครื่องบิน

  • ค่าวีซ่า

หมายเหตุ: ถ้าไม่ข้าม Gondorogo La ราคาจะถูกลงประมาณ 200-300 USD

 

//

การผจญภัยในประเทศปากีสถานของเราก็จบลงเพียงเท่านี้ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามจนจบนะคะ

 

รูป

 

ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทาง

 

แล้วพบกันใหม่ในกระทู้หน้ากับเส้นทาง Annapurna Circuit แบบเดินเอง แบกของเอง ไม่มีไกด์ ไม่มีลูกหาบ

 

รูป Anna cir

 

ตามไปพูดคุยกันได้ที่

PakaPrich Adventure <www.facebook.com/pakaprich> 

IG: pakaprich นะคะ ^^

 

ฝ้าย - PakaPrich

 

//

Please reload

  • Black YouTube Icon
  • Black Instagram Icon
  • Black Facebook Icon