© PAKAPRICH | Adventure Travel & Photography

ภูเขาสายรุ้ง

November 5, 2017

เรื่องเล่าจากอเมริกาใต้ ตอนที่ 25

 

 
หลังจากคลุกตัวอยู่ที่ Cusco ร่วมอาทิตย์ เพราะคิดว่าจะเขียนหนังสือ “A Long Way There 13 วัน ปลายทางอยู่ที่เขา ระหว่างเราอยู่ที่ใจ” ให้เสร็จ แต่ก็ทำไม่ได้ตามแผน แถมเวลาที่มีเริ่มน้อยลงไปทุกวัน พอนับถอยหลังแล้วเลยรู้สึกว่าต้องรีบเดินทางต่อ ไม่งั้นคงเก็บสถานที่ที่อยากไปไม่ทันแน่ๆ 

ก่อนที่เราจะบอกลา Cusco ยังมีอีกหนึ่งสถานที่ที่เราอยากไป นั่นก็คือ Rainbow Mountain ภูเขาสีรุ้งที่เราไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

เพื่อนของเรา 2-3 คนบอกว่าการไปค่อนข้างเหนื่อยเพราะต้องเดินเท้าที่ความสูงเกือบ 5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลทำให้เรารู้สึกประหม่า ทั้งๆ เราเองก็เพิ่งไปปีนภูเขาสูงกว่า 6,000 เมตรมาในโบลิเวียมาหมาดๆ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

เราเดินทางไป Rainbow Mountain กับทัวร์ท้องถิ่นกับนักท่องเที่ยวอีกหลายคน รถบอกว่าจะมารับตั้งแต่ตอนตี 3:30-4:00 แต่สุดท้ายก็มาช้าไป ครึ่งชั่วโมง น่าเสียดายเวลานอนที่หายไป

การนั่งรถไปเป็นอย่างแสนยาวนานกว่าจะมาถึงจุดเริ่มเดิน ไกด์ปล่อยให้เราเดินกันกระจัดกระจายตามจังหวะของตัวเอง บางคนเดินไม่ไหวเพราะโดนอาการแพ้ความสูงเฉียบพลัน (AMS) โจมตีก็เลือกที่จะจ่ายเงินนั่งม้าแทน

เส้นทางเดินนั้นง่ายมาก ดูแล้วไม่น่าจะเหนื่อยเลย เพราะเราได้ปรับสภาพให้ชินกับพื้นที่สูง (acclimatize) มาจากโบลิเวียเรียบร้อยแล้ว ถ้าดูจากการประเมินก็คงเหมือนเดินเล่นตามสวนสาธารณะที่เพิ่มความชันขึ้นไม่มาก

“ไม่ได้แอ้มฉันหรอก” เราชำเลืองมองม้า

เราเดินตามความเร็วปกติของตัวเอง แต่ไม่แน่ใจว่าทำไมครั้งนี้ถึงได้ปวดหัวรุนแรงขนาดนี้ คิดว่าอาการปวดหัวครั้งนี้คงไม่ได้เกิดจากความหิวแน่ๆ เพราะเพิ่งเติมพลังกันก่อนเดิน

เราเดินต่อไปเรื่อยๆ ในความเร็วที่ช้าลง ขาที่เคยเดินก้าวฉับๆ นั้นหนักราวกับมีหินก้อนโตมาถ่วงจนแทบก้าวขาไม่ออก น่าเสียดายที่ทางง่ายมาก น่าจะเดินได้เร็วกว่านี้เยอะ เราแอบชำเลืองมองม้าที่ตอนนี้มีราคาลดลงจากจุดเริ่มต้นแล้ว

“ไม่เอาอ่ะ ทางเดินง่ายๆ แค่นี้เอง” มันง่ายเกินกว่าที่จะเสียเงินให้ม้า และอาการ AMS ของเราก็ไม่ได้ถึงขั้นสาหัสปางตาย

ไกด์บอกว่าเราควรจะไปถึงจุดชมวิวตอน 11 โมง เพื่อให้มีเวลาชมวิวบนยอดเขาเพราะต้องใช้เวลาเดินอีกประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ในการเดินลงเพื่อให้ไปถึงรถตอนบ่ายโมง

ในขณะที่ทางเป็นทางเดินไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มาก ยิ่งเดินก็ยิ่งเหนื่อยยิ่งทรมาน หัวใจเต้นโครมครามแทบจะหลุดออกมา แถมยังรู้สึกหายใจได้ไม่ทั่วท้อง โบ๊ทเริ่มกระวนกระวายกับเวลาที่หดหายไปเรื่อยๆ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้ถ่ายรูปเหมือนที่ตั้งใจไว้

เราพยายามเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ยังเดินไม่ทันโบ๊ทอยู่ดี เลยตัดสินใจบอกให้โบ๊ทเดินนำไปถ่ายรูปก่อน เพราะเราเองก็เกรงใจที่เดินช้าและไม่อยากรู้สึกโดนกดดัน ที่สำคัญถ้าโบ๊ทจะพลาดการถ่ายรูปสถานที่แห่งนี้ไปเป็นเพราะเรามันคงน่าเสียดายแย่

เราค่อยๆ เดินตามหลังโบ๊ทที่กำลังเดินห่างจากเราไปทุกที จนเดินมาใกล้ถึงจุดสุดท้ายที่เป็นเนินไม่สูงแต่ทางเดินค่อนข้างแคบ เราเดินบนทางที่มีหินร่วนค่อนข้างลื่นตามความชำนาญของตัวเองจนมาถึงจุดชมวิว

จุดชมวิวนั้นไม่ได้ใหญ่มากจึงมีนักท่องเที่ยวคร่าคร่ำเต็มไปหมด มองไปทางไหนก็เห็นนักท่องเที่ยวเดินกันยุบยับเหมือนมดงาน 

ว่าแต่ที่ไหนคือ Rainbow Mountain ที่สง่างามตามรูปบน postcard ตามป้ายโฆษณายักษ์ใหญ่ของบริษัททัวร์?

เรามองไปรอบตัวก็ไม่เห็นว่าจะมีที่ไหนสะดุดตา จึงได้พินิจพิจารณาค่อยๆ หมุนรอบตัวเองแล้วมองอีกที

Rainbow Mountain ปรากฏให้เห็นไม่ไกลอยู่ตรงปลายเนินเขา น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนักที่มันไม่ได้ดูยิ่งใหญ่อลังการเหมือนที่เคยเห็นในภาพถ่าย

จากจุดชมวิวที่เตี้ยที่สุด ยังมีจุดชมวิวบนเนินให้เดินต่อขึ้นไปอีก เราไม่เห็นโบ๊ทยืนรอเราอยู่ตรงนี้ ในใจก็ไม่คิดว่าโบ๊ทจะเดินขึ้นไปรอข้างบน

ใจนึงก็ไม่อยากจะเดินต่อแล้วเพราะอาการปวดหัวที่ยังไม่หายไป เรายืนรอโบ๊ทอยู่ข้างล่างซักพัก ก็เห็นโบ๊ทยืนกวักมือเรียกอยู่จุดชมวิวข้างบน

สุดท้ายเราก็ต้องเดินขึ้นไป...

ความสูงที่เรียกได้ว่าไม่ชัน แต่ก็ทรมานพอควรสำหรับคนที่มีอาการแพ้ความสูง เราเดินไปถึงข้างบนในที่สุด นักท่องเที่ยวยืนกันหนาตากว่าข้างล่าง เราและโบ๊ทรีบเดินหามุมถ่ายรูปก่อนเวลาจะหมดลง

ไกด์และผู้ช่วยไกด์เริ่มไล่นักท่องเที่ยวกลุ่มเราให้เดินลงไปรวมตัวกันที่รถแล้ว ถึงเราจะเป็นคนท้ายๆ ที่ลงมาจากจุดชมวิวข้างบน แต่ขาลงนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคให้เราเดินเร็วจนแซงทุกคนในกลุ่มได้เลย 

อาการ AMS หายเป็นปลิดทิ้งหลังจากได้เริ่มไต่ระดับลงมา เราเดินไปถึงรถเป็นกลุ่มแรก ระหว่างนั่งรอเวลารถออกเลยพลางประเมินสาเหตุของอาการ AMS ที่คาดว่าน่าจะเกิดจากการนอนไม่พอ เพราะเมื่อคืนนอนไปแค่ 3 ชั่วโมงเอง

นักเดินทางคนอื่นๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ภูเขาสายรุ้ง” คือสถานที่ที่สวยที่สุดที่ตัวเองไปมาในทวีปอเมริกาใต้ แต่สำหรับเราแล้ว เราว่าวิวจากบนยอดเขาหิมะก็ยังสวยกว่าที่นี่หลายเท่า

หรือบางทีถ้าที่นี่ไม่ได้เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวนับร้อยคน เราอาจจะชอบมันมากกว่านี้ก็ได้

Please reload

  • Black YouTube Icon
  • Black Instagram Icon
  • Black Facebook Icon