© PAKAPRICH | Adventure Travel & Photography

ขี่จักรยานกลางทะเลทรายในความมืด

July 16, 2017

เรื่องเล่าจากอเมริกาใต้ ตอนที่ 11
 

 
ที่ San Pedro de Atacama มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายที่และมีกิจกรรมหลายอย่างให้ทำ แต่เนื่องด้วยช่วงที่เราอยู่ที่นี่เป็นช่วงที่มีหิมะตก ทำให้อุทยานแห่งชาติและสถานที่หลายแห่งได้ปิดทำการ เราเลยตัดสินใจทำกิจกรรมอย่างอื่นเพื่อเป็นการรอเวลา หนึ่งในกิจกรรมนั้นคือการปั่นจักรยานไป Valle de La Luna หุบเขากลางทะเลทรายที่สวยงามราวกับอยู่บนดวงจันทร์

ตัวเราเองที่ปกติตอนอยู่ไทยก็ไม่เคยแตะจักรยานเลย ทักษะการขี่ก็ไม่ได้มีมากนัก แต่ก็เลือกที่จะทำอะไรที่ไกลคำว่า “ความสบายของตัวเอง” ไปบ้าง 

เรา โบ๊ท จีวอน และ เควินออกไปเช่าจักรยานเสือภูเขากัน คนให้เช่าจักรยานบอกเส้นทางการปั่นพร้อมทั้งโชว์รูปเส้นทาง 

“ไป Valle de La Luna ต้องปั่นขึ้นเนินนะ แต่ถ้าไป Quebrada del Diablo ที่ปั่นง่ายกว่าต้องปั่นข้ามแม่น้ำสูงถึงเข่าแหน่ะ ถ้ารออีก 2-3 วันน้ำน่าจะลด”
“งั้นเราก็ไป Valle de La Luna เนี่ยแหละ Diablo ไว้ค่อยไปทีหลัง” ทุกคนตกลงเป็นเสียงเดียวกัน 

เราเองก็เห็นด้วยกับการไปสถานที่ดังกล่าวเพราะไม่อยากปั่นข้ามแม่น้ำ แต่ที่ยังหวั่นใจก็เพราะว่าเห็นเส้นทางมีทั้งปั่นขึ้นเนินลงเนินเนี่ยแหละ ถึงแม้ว่าจะเป็นเนินที่ไม่สูงมากก็ตาม

“เค้าจะรอดมั้ย?” เราเรียกขวัญและกำลังใจจากโบ๊ท
“รอดดิ!”

เราให้โบ๊ททวนการเปลี่ยนเกียร์ที่จักรยานให้อีกทีเพราะสมัยเด็กๆ เวลาโบ๊ทไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัดโบ๊ทชอบไปปั่นจักรยานเล่น เลยไม่น่าแปลกใจที่โบ๊ทจะมีความมั่นใจล้นหลามในการทำกิจกรรมนี้

เราเช็คสภาพจักรยานและลองปั่นเพื่อเช็คเกียร์ เช็คเบรคก่อนเริ่มออกเดินทางจริง โบ๊ทออกตัวนำหน้าทุกคนเพราะมีประสบการณ์มากสุดและขี่จักรยานคล่องสุด ส่วนเราของรั้งท้ายอยู่ข้างหลังไปอย่างช้าๆ 

จริงๆ แล้วเควินกับจีวอนก็ดูเหมือนจะมีประสบการณ์ไม่มากนักเช่นกัน โบ๊ทที่เป็นผู้นำก็ขี่รอพวกเราเสมอทุกครั้งที่มีทางแยก

จังหวะตอนขึ้นเนินไม่ได้แย่ซักเท่าไหร่และไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด การปั่นบนถนนที่ Atacama นั้นแทบไม่มีรถวิ่งเลย เมื่อใกล้ถึง Valle de La Luna จากทางถนนเรียบๆ ได้เปลี่ยนมาเป็นถนนลูกรัง มีบางช่วงที่เป็นหินวางเรียงกันขรุขระอยู่หลายช่วง ถ้าปั่นจักรยานแล้วร้องเพลงอยู่ เสียงจะกระแทกเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ล้อกระทบกับหิน แต่ถึงจะร้องเพลงตอนปั่นจักรยานไม่เพราะแต่เราก็มาถึง Valle de La Luna กันอย่างปลอดภัย

เราจ่ายค่าเข้า Valle de La Luna ก่อนที่การปั่นจักรยานจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งอย่างจริงจัง หลังจากจ่ายค่าเข้ามาแล้ว ทางได้เปลี่ยนเป็นดินเป็นทราย มีหินขรุขระเต็มไปหมด เราปั่นกันไปหยุดถ่ายรูปไปจนมาถึงช่วงลงเนินก่อนจะเป็นช่วงขึ้นเนินชันๆ อีกครั้ง

“ดูทางข้างหน้าสิ” โบ๊ทเรียกให้เราดูเนินชันข้างหน้าเป็นเส้นทางที่อยู่ในอนาคตอันใกล้นี้
“โอ๊ยยย เห็นละไม่อยากปั่นเลย” 
“เห็นละเหนื่อยแทนเหมือนกัน” โบ๊ทเสริม

เราหยุดถ่ายรูปและพักกันตรงนี้เพื่อรอเควินก่อนจะปั่นไปพบกับอุปสรรคข้างหน้า ที่เควินปั่นตามมาช้ากว่าใครเพื่อนเป็นเพราะว่าเควินไปเจอกับสาวชาวแม็กซิกันข้างทาง

“เฮ้พวกเรา เมื่อกี้เจอคนแม็กซิกันคนนึง เค้าบอกว่าเค้าเพิ่งฝึกขี่จักรยานวันนี้เป็นวันแรกแหละ!”
“บ้าไปแล้ว! ทางแบบนี้เนี่ยนะ?! เค้ามีล้มบ้างมั้ยเนี่ย?”
“ก็นั่นน่ะสิ แต่ผมก็ยังไม่เห็นเค้าล้มนะ แค่ขี่แบบตะกุกตะกักน่ะ”

ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนใจกล้าและบ้าบิ่นขนาดนี้ เธอช่างเลือกสถานที่มาฝึกปั่นจักรยานได้ดีจริงๆ เอาวะ ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกกระตือรือร้น เนินข้างหน้านี้สำหรับเราคงไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ถ้าสำหรับผู้หญิงคนนั้นคงเปรียบได้ราวกับภูเขาลูกเบ้อเร่อ

เราปั่นลงเนินกันไปอย่างสบายๆ และเริ่มใช้กล้ามขาปั่นขึ้นเนินไปอย่างยากลำบาก เนินมันชันจริงๆ เราปั่นไปได้ครึ่งเนินก็เริ่มเห็นคนเข็นจักรยานกันแล้ว เราไม่รีรอช้ารีบทำตาม จะปั่นก็เหนื่อย จะเข็นก็เหนื่อย เราปั่นๆ เข็นๆ จักรยานขึ้นเนินจนไปถึงจุดชมวิวดวงอาทิตย์ตก มีผู้คนมากมายเดินกันหนาตา รถยนต์ รถตู้ จักรยานจอดกันเรียงรายอยู่ข้างหน้า ผู้คนเริ่มเดินขึ้นเนินไปจับจองพื้นที่กันแล้ว 

แสงเย็นบนเนินเขาบนดวงจันทร์แห่งนี้สวยงามราวกับต้องมนต์สะกดจนไม่อยากจะเดินลงไปเลย ถึงในใจจะไม่อยากปั่นจักรยานท่ามกลางความมืด แต่ก็คงจะทำอะไรให้เร็วกว่านี้ไม่ได้ กว่าเราทั้ง 4 คนจะเดินลงมาจากเนินเขา ตะวันก็ได้ลับขอบฟ้าและเข้าสู่เวลาโพล้เพล้ซะแล้ว 

ทุกคนติดไฟฉายสว่างจ้าที่ได้มาจากบริษัทเช่าจักรยานไว้ที่หน้าจักรยาน เมื่อทุกคนพร้อมแล้วจึงเริ่มปั่นออกมาตามๆ กัน ระหว่างทางมีนักท่องเที่ยวคนอื่นที่ปั่นจักรยานมาเหมือนกัน ทุกคนเลยปะปนอยู่ในกลุ่ม จากตอนแรกที่เราขี่ตามโบ๊ทมา กลายเป็นว่าเราขี่ตามหลังสาวฝรั่งผมทองอยู่ซะอย่างนั้น 

ไม่น่าเชื่อว่าทางที่ปั่นมาตอนแรกที่เราคิดว่าเป็นทางราบ จริงๆ แล้วเป็นทางลาดลงเพราะขากลับนั้นเราแทบจะปล่อยล้อฟรีตลอดแทบไม่ต้องออกแรงเลย เราปล่อยจักรยานไหลไปตามความเร็วที่เรารู้สึกปลอดภัย เพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้ปั่นจักรยานลงเนินในความมืดที่มีเพียงแสงดาวและแสงจากไฟฉายพอส่องให้เห็นทาง

ใจนึงก็อยากจะขี่จักรยานไปมองดาวบนฟ้าไป แต่ความเร็วที่ลงเนินนั้นทำให้เราต้องยับยั้งใจไม่ให้เงยหน้ามองฟ้าเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

ตอนนี้กลุ่มจักรยาน (รวมไปถึงโบ๊ท) ที่เราปั่นตามอยู่ได้ทิ้งเราห่างออกไปแล้ว เหลือเพียงสาวฝรั่งอยู่คนนึงที่ปั่นอยู่ข้างหน้าเราที่พอจะนำทางเราไปได้ ถึงแม้จะเป็นเส้นทางปั่นลงแทบไม่ได้ออกแรงแต่ก็ใช้เวลานานอยู่ไม่น้อย

ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก จักรยานกำลังปั่นอยู่บนทางก้อนหินที่ทำให้ร้องเพลงไม่เพราะ

“โอ๊ยยยย ก้นช้านนน” หลังจากที่ปั่นจักรยานมาทั้งวันทำให้ช่วงนี้เป็นช่วงที่ทรมานมากที่สุด แต่ก็ทำให้รู้ว่าพอมาถึงตรงนี้ นั่นว่าแปลว่าเรากำลังใกล้ถึงทางเข้ามากขึ้นแล้ว

เราเห็นแสงสว่างจากตึกอยู่ไม่ไกล โบ๊ทและเควินรอเราอยู่ที่นั่น เหลือแต่เพียงจีวอนที่ยังปั่นมาไม่ถึง เราทุกคนนั่งรอจีวอนในความมืดพลางนอนดูดาวกันอยู่หน้าทางเข้า ถึงแม้ว่าอากาศจะหนาวแต่ทางช้างเผือกก็สร้างความสุขสงบให้เราอยู่ไม่น้อย

จีวอนมาถึงอีกประมาณ 15 นาทีให้หลัง เรายังชวนเธอให้มานอนดูดาวที่พร่างพรายเป็นการมอบรางวัลให้ตัวเองที่ใช้ร่างกายมาทั้งวันก่อนจะปั่นกลับเข้าเมือง 

ถึงวันนี้ร่างกายจะปวดร้าวระบมเพราะเพิ่งมารู้ตัวทีหลังว่าตัวเองปรับเบาะเตี้ยไป และจักรยานก็ไม่มีระบบกันกระแทก แต่ก็รู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่มีความสุขมากที่สุดวันนึงตั้งแต่เดินทางมา

Please reload

  • Black YouTube Icon
  • Black Instagram Icon
  • Black Facebook Icon