• pthongcharoen

K2 ภูเขาเถื่อน


ดวงอาทิตย์ลับแสงหลังขอบฟ้า ดวงดาวส่องแสงประกาย ดวงจันทร์ฉาบแสงสีแดงลงบนยอดเขาหิมะที่สูงเป็นอันดับสองของโลกใน เรามองยอดเขาค่อยๆ สว่างขึ้นตรงหน้า ท่ามกลางอ้อมกอดของเทือกเขาคาราโครัม อากาศหนาวจนมือชา เหนื่อยล้ากับการเดินทางมาเกือบ 10 วัน แต่ก็คุ้มค่ากับการได้เห็นภูเขาที่สง่างามลูกนี้ด้วยตาของตัวเอง K2 เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาคาราโครัม และสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกด้วยความสูง 8,611 เมตร จะเป็นรองก็แค่ Everest เท่านั้น ด้วยรูปทรงพีระมิดที่สูงตระหง่านกว่า 4,000 เมตรเหนือธารน้ำแข็งเบื้องล่างและสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้ K2 หนึ่งในภูเขาที่พิชิตยากที่สุดบนโลกนี้จนได้ฉายาว่า The Savage Mountian หรือภูเขาเถื่อน และนี่คือภูเขาเถื่อนที่เราอยากไปเห็นด้วยตาของตัวเองซักครั้ง

แนะนำเส้นทาง

การเดินทางในปากีสถานของเราใช้เวลาทั้งหมด 23 วันในช่วงฤดูร้อน (15 ก.ค. - 6 ส.ค. 2559) ทริปหลักของเราคือการเดินเทรคไป K2 และข้าม Gondogoro La ช่องเขาที่มีความสูง 5,625 เมตรซึ่งใช้เวลาทั้งหมด 10 วัน ส่วนเวลาที่เหลือนั้นเป็นทริปย่อยที่ไกด์จัดให้ได้แก่ ทริป Hunza หุบเขาเขียวขจีเป็นที่นิยมมาช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ใช้เวลาทั้งหมด 3 วัน และทริป Fairy Meadows ทริปเดินเท้าไปชมภูเขา Nanga Parbat ภูเขาที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลกและได้รับสมญานามว่าเป็น “ภูเขาเพชรฆาต” ใช้เวลาอีก 3 วัน และที่เหลือเป็นเวลาที่ใช้ในการเดินทางค่ะ แผนการเดินทาง

Day 0: Bangkok - Islamabad Day 1: Islamabad - Skardu Day 2: Skardu Day 3: Skardu - Askole Day 4: Askole - Jhola Day 5: Jhola - Paiju Day 6: Paiju - Khobutse Day 7: Khobutse - Goro II Day 8: Goro II - Concordia Day 9: Concordia Day 10: Concordia - Ali Camp Day 11: Ali Camp - Gondogoro La - Khuspang Day 12: Khuspang - Saitcho Day 13: Saitcho - Hushe - Skardu Day 14: Skardu - Karimabad (Hunza) Day 15: Karimabad (Hunza) Day 16: Karimabad (Hunza) - Fairy Meadows Day 17: Fairy Meadows Day 18: Fairy Meadows - Beyall Camp Day 19: Beyall Camp - Fairy Meadows - Islamabad Day 20: Islamabad: Taxila Day 21: Islamabad Day 22: Islamabad - Bangkok

แผนการเทรค K2 เส้นทางเดินเท้าไปภูเขา K2 สามารถไปได้ 2 เส้นทาง เส้นทางแรกคือเดินเทรคไปยัง K2 และเดินกลับมาในเส้นทางเดิม และอีกเส้นทางคือ เดินเทรคไปยัง K2 และข้าม Gondogoro La (5,625m) โดยเส้นทางนี้จะไม่เดินซ้ำเส้นทางเดิม แต่อาจจะมีระดับความยากกว่าเส้นทางแรก แต่เป็นทางที่เราเลือกเนื่องจากไม่อยากเดินกลับทางเดิม

สภาพเส้นทาง การเทรคไป K2 เป็นการไปแบบ expedition หมายความว่าต้องนำเต็นท์และอาหารไปให้เพียงพอตลอดการเทรคเพราะตลอดเส้นทางนั้นไม่มีคนอยู่อาศัยซึ่งจะแตกต่างจากการเทรคในประเทศเนปาลซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเทรคแบบ tea house ซึ่งจะมีบ้านพักและหมู่บ้านไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวตลอดเส้นทาง การไปเทรคแบบนี้ต้องใช้ทีมงานจำนวนมากขนาดเราไปกันแค่ 6 คนยังต้องใช้ลูกหาบมากกว่า 40 คนในการขนย้ายเต็นท์และอาหาร สภาพเส้นทางในการเทรคไป K2 เป็นการเดินบนธารน้ำแข็งซึ่งมี moraines หรือหินที่ปกคลุมอยู่บนธารน้ำแข็ง และช่วงข้ามช่องเขาเป็นการเดินบน scree หรือหินร่วน ทำให้การเทรคเส้นนี้มีความยากพอสมควร สภาพอากาศ สภาพอากาศในแถบเทือกเขาคาราโครัมเป็นแบบ cold desert ซึ่งพบได้ในที่สูงบริเวณเขตเงาฝน อากาศแห้ง ตอนกลางวันร้อนจัด ตอนกลางคืนหนาวจัด และมีโอกาสที่จะเจอฝนและหิมะตกได้ ระหว่างทางไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้น มีแต่พุ่มไม้เตี้ยๆ ทำให้ไม่สามารถหลบแดดได้เลย ช่วงที่เราไปเจออุณหภูมิสูงสุดประมาณ 40 องศาเซลเซียสตอนช่วงกลางวันของวันแรกๆ และต่ำสุดประมาณ -20 องศาเซลเซียสตอนข้าม Gondogoro La อุปกรณ์ที่จำเป็น กระเป๋าสำหรับลูกหาบขนาด 40-60 ลิตร กระเป๋าใบนี้เอาไว้ใส่เสื้อผ้าและถุงนอน ไม่จำเป็นต้องเป็น backpack เสมอไป อาจจะเป็นกระเป๋า expedition ก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วลูกหาบจะนำกระเป๋าของเทรคเกอร์ทุกคนมัดรวมกันเอาไว้อีกทีอยู่ดีและใช้สายสะพายของเค้าเอง ความจุของกระเป๋าสามารถใช้ได้ตั้งแต่ 40 ลิตรถึง 60 ลิตร ควรมีน้ำหนักไม่เกินที่บริษัททัวร์ระบุมา เพราะไม่งั้นจะโดนชาร์จเพิ่มหรือต้องเอาส่วนที่เหลือมาแบกเอง (ตอนที่เราไป กระเป๋าใบนึงไม่เกิน 12 ก.ก.) กระเป๋า daypack ขนาด 10-30 ลิตร กระเป๋าที่จะอยู่ติดตัวกับเราตลอดเวลา เป็นกระเป๋าที่ใส่ของจำเป็น เช่น เสื้อกันหนาว กระติกน้ำ ไฟฉาย แว่นตากันแดด ลิปมัน ฯลฯ สำหรับใครที่มีสัมภาระเยอะและหนัก ควรเลือกกระเป๋าที่มี hip belt หรือสายรัดบริเวณสะโพกเพื่อช่วยผ่อนน้ำหนัก จะได้ไม่เป็นการทรมานไหล่ของตัวเองเกินไป ถุงนอน ควรเลือกซื้อถุงนอนที่ระบุว่ากันหนาวได้ถึงอุณหภูมิ -20 องศาฯ เป็นขนเป็ดได้ยิ่งดีเพราะจะให้ความอบอุ่นได้ดีกว่าขนใยสังเคราะห์ Crampon (micro spike) จากประสบการณ์การข้ามพาสที่เนปาลมาเรายังไม่เคยต้องใช้ crampon ถึงแม้ว่าจะมีติดตัวเสมอ แต่การข้าม Gondogoro La ที่มีความชันค่อนข้างมากและมีหิมะปกคลุมเยอะนั้น crampon มีความสำคัญมากเพราะทำให้เดินง่ายขึ้นและไม่ลื่น เสื้อผ้า เสื้อ shirt แขนยาวกัน UV ช่วงแรกของการเดินเป็นอากาศร้อนแห้งราวกับเดินในทะเลทราย เมื่อขึ้นมายังที่สูงมากๆ แล้วจะไม่มีร่มเงาของต้นไม้คอยบังแดดเลย เสื้อ shirt กัน UV จึงเป็นเสื้อที่เหมาะสมในการใส่เดินช่วงแรกมาก เพราะมีเนื้อผ้าเบาบาง ระบายเหงื่อได้ดี แถมยังกัน UV ได้อีกด้วย ชุด base layer หรือ long john ชั้นที่อยู่ในสุดติดกับผิว นอกจากจะช่วยเก็บกักความอบอุ่นแล้วยังต้องเป็นเนื้อผ้าที่ระบายเหงื่อได้ดีอีกด้วย เสื้อดาวน์ เสื้อดาวน์ที่ใส่ในชั้นถัดมา เป็นชั้นเก็บกักความร้อนได้ดีและสามารถเพิ่มความอบอุ่นในช่วงเวลาหนาวจัด ส่วนใหญ่เราจะใส่เสื้อดาวน์ตอนหยุดเดินและตอนนอน เสื้อ shell เป็นเสื้อที่ช่วยกันความร้อนออกจากร่างกายเราและยังช่วยป้องกันทั้งลมทั้งฝนให้ร่างกายเราแห้งและอบอุ่นเสมอด้วย

Day 0: 15 กรกฏาคม 2559 Bangkok (1.5m) - Islamabad (620m) เครื่องบิน: 5 ชั่วโมง การเดินทางเริ่มต้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ เราออกเดินทางไป Islamabad ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 349 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงก็มาถึง Islamabad ตอนสี่ทุ่มกว่าๆ

การผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองไม่ได้น่ากลัวและวุ่นวายอย่างที่คิด เจ้าหน้าที่แค่ถามว่ามาทำอะไร เราก็ตอบไปว่ามาเทรคไป K2 ก็ผ่านออกด่านมาได้สบายๆ

หลังจากรับกระเป๋าเสร็จก็ออกมาเจอไกด์ที่มารอรับเราอยู่ที่สนามบินแล้ว สภาพอากาศข้างนอกร้อนอบอ้าวมาก เราแลกเงินที่สนามบินก่อนจะไปขึ้นรถที่ไกด์เตรียมไว้

Day 1: 16 กรกฏาคม 2559

Islamabad (620m) - Skardu (2,228m)

รถยนต์: 20 ชั่วโมง

เลยเวลาเที่ยงคืนมาไม่นาน รถเก๋งก็มุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่เมือง Skardu

Skardu เป็นเหมือนเมืองศูนย์กลางของคนที่ต้องการเดินทางไปเทรคในเทือกเขาคาราโครัม ตัวเมืองอยู่ห่างออกไปราว 700 กิโลเมตรโดยถนน ระยะทางเหมือนไม่ไกลแต่การเดินทางต้องใช้เวลามากกว่า 20 ชั่วโมงเพราะทางไปนั้นเป็นถนนที่ลัดเลาะไปตามภูเขาสูงตลอดทาง หลังจากเดินทางออกจาก Islamabad ได้ไม่นานเราก็เข้าสู่ทางหลวงคาราโครัม (Karakoram Highway, KKH) สองข้างทางมืดสนิท

เรานั่งหลับๆ ตื่นๆ ไปตลอดคืน ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอาการเพลียหรือเกรงกลัวที่จะดูคนขับวาดฝีมือขับรถอันแสนฉวัดเฉวียนและน่าหวาดเสียวตอนกลางค่ำกลางคืนที่ไม่เห็นทางกันแน่

ตอนเช้าเรามาถึง Babusar Top ซึ่งเป็นช่องเขา (พาส) สูงความสูง 4,175 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่แบ่งจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa ทางทิศใต้และเขต Gilgit-Baltistan ทางทิศเหนือออกจากกัน จากจุดนี้จะเห็นเทือกเขาหิมะสลับซับซ้อนในทิศที่เรากำลังมุ่งหน้าไป เรามีเวลาแวะพักบนพาสนิดหน่อย เพราะเราต้องหยุดที่ด่านตำรวจเพื่อตรวจสอบเอกสาร สภาพอากาศข้างนอกหนาวเย็น หายใจค่อนข้างลำบากเพราะออกซิเจนเหลือแค่ 60% ของระดับน้ำทะเลที่เราคุ้นเคย แต่ก็นับเป็นข้อดีเพราะว่าถือเป็นการช่วยให้เราปรับตัว (acclimatize) ให้เข้ากับที่สูงที่จะต้องไปเทรคในอีกไม่กี่วันข้างหน้าได้ดีขึ้น

เราผ่านด่านตรวจอย่างรวดเร็วเพราะไกด์เตรียมเอกสารมาดีพร้อม หลังจากลงจากพาสก็เขาสู่เขตภูเขาอย่างแท้จริง สภาพอากาศในแถบนี้เป็นแบบ cold semi-arid desert และ cold desert ซึ่งพบได้ในที่สูงที่เป็นเขตเงาฝน สภาพอากาศแห้งแล้ง ตอนกลางวันร้อน ตอนกลางคืนหนาวเย็น แต่ก็มีโอกาสที่ฝนหรือหิมะตกได้นานๆ ครั้ง

ถนน KKH ลัดเลาะเลียบแม่น้ำสินธุไปเรื่อยๆ จนตกบ่ายเราก็มาถึง Confluence of Indus and Gilgit Rivers ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสินธุ (Indus) และแม่น้ำ Gilgit มาบรรจบกัน นอกจากที่นี่จะเป็นจุดศูนย์รวมของแม่น้ำที่สร้างอารยธรรมของโลกแล้ว ที่นี่ยังเป็นจุดบรรจบของ 3 เทือกเขาที่สูงที่สุดในโลกได้แก่ หิมาลัย (ทิศตะวันออก), คาราโครัม (ทิศเหนือ), และฮินดูกูช (ทิศตะวันตก) อีกด้วย

เลยจากจุดบรรจบของแม่น้ำไปไม่ไกลเราก็เลี้ยวขวาออกจาก KKH เพื่อข้ามแม่น้ำ Gilgit ตรงไปตามแม่น้ำสินธุ มุ่งหน้าไป Skardu จากตรงนี้ยังเหลือระยะทางอีกประมาณ 170 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาในการเดินทางอีก 7 ชั่วโมง

ถนนที่แยกไป Skardu มีขนาดเล็กกว่า KKH ภูเขาสองข้างทางสูงจนแทบจะมองไม่เห็นท้องฟ้า บนไหล่เขามีหมู่บ้านตั้งอยู่เรียงรายซึ่งได้ความชุ่มชื้นจากแม่น้ำที่ละลายมาจากธารน้ำแข็งบนยอดเขา

เราพักกินข้าวเที่ยงกันตอนเกือบ 4 โมงเย็นก่อนจะออกเดินทางต่อ แสงอาทิตย์ค่อยๆ อ่อนแสงลง เราเดินทางกันมาเกือบ 20 ชั่วโมงแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะนั่งๆ นอนๆ อยู่บนรถ ไม่ได้ทำอะไรแต่ก็รู้สึกเพลียมาก

ในที่สุดเราก็มาถึง Skardu ตอนสองทุ่ม ต่างคนต่างก็แยกย้ายไปพักผ่อนและเข้านอนกันอย่างหมดแรง

หมายเหตุ: โดยปกติแล้วการเดินทางมา Skardu ทางถนนมักจะแบ่งออกเป็น 2 วัน วันแรกพักที่ Chilas วันที่สองเดินทางต่อไปให้ถึง Skardu แต่เราอัดกันวันเดียวเพราะเหลือเวลาเผื่อไว้ซื้อของที่จำเป็นที่ Skardu ด้วย

หมายเหตุ 2: ถ้าไม่อยากนั่งรถมา Skardu ก็สามารถนั่งเครื่องบินมาแทนได้ โดยใช้เวลาบินแค่ 1 ชั่วโมง แต่มีโอกาสที่เที่ยวบินจะถูกยกเลิกสูงเนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน

Day 2: 17 กรกฏาคม 2559

Skardu (2,228)

ตื่นเช้ามาในวันนี้ เราตื่นตาตื่นใจกับวิวที่เห็นนอกหน้าต่างห้องพักมาก แค่มาถึงเมือง Skardu เราก็ได้เห็นภูเขาลูกใหญ่มหึมาตั้งอยู่ใกล้ๆ แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าการเดินทางมาถึงเมื่อคืนตอนหัวค่ำ ความมืดสามารถอำพรางภูเขาลูกใหญ่ได้ขนาดนี้ เพราะเรามองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากท้องฟ้าดำสนิท

พี่ๆ หลายคนในทีมบอกว่าที่นี่มีความคล้ายเมือง Leh ของแคว้น Ladakh ในอินเดียพอสมควร ซึ่งก็น่าจะเป็นไปได้เพราะว่าทั้งสองเมืองอยู่ห่างกันแค่ประมาณ 200 กิโลเมตรเท่านั้น

วันนี้เป็นวันที่เผื่อไว้สำหรับซื้อของจำเป็นในการเทรค สำหรับบางคนที่อุปกรณ์ยังไม่ครบ ที่ Skardu มีร้านขายอุปกรณ์ให้เลือกอยู่ 2-3 ร้าน มีอุปกรณ์เกือบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเสื้อขนเป็ด, เสื้อ shell, รองเท้าปีนพีค, ถุงนอน, crampon, gaiter โดยมีทั้งมือหนึ่ง มือสอง และของให้เช่า มีหลายเกรดให้เลือก ของเช่าส่วนใหญ่เป็นของที่เหลือจากคนที่เคยมาปีนเขาที่นี่ แต่เราแนะนำว่าเตรียมอุปกรณ์มาให้ครบตั้งแต่แรกเลยจะดีกว่า

หลังจากซื้ออุปกรณ์เสร็จไกด์ก็พาไปเที่ยวตามที่เที่ยวใกล้ๆ Skardu สถานที่อาจจะไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ แต่ที่น่าสนใจกว่าคือต้น apricot และ mulberry ที่ขึ้นตามสองข้างถนนซึ่งสามารถเดินไปเด็ดกินได้สดๆ เพราะคนที่นี่เค้าไม่กินกัน แต่เราบอกเลยว่าอร่อยมาก

หลังจากเที่ยวเสร็จก็กินข้าวเย็นและแยกย้ายกันพักผ่อนที่โรงแรม เก็บแรงไว้เดินทางต่อในวันพรุ่งนี้

Day 3: 18 กรกฏาคม 2559

Skardu (2,228m) - Askole (3,000m)

รถจี๊ป: 8 ชั่วโมง

วันนี้เราเดินทางไปยังจุดเริ่มต้นการเทรคไป K2 ของเราที่หมู่บ้าน Askole ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 8 ชั่วโมงโดยรถจี๊ป

เราขนของขึ้นรถโฟร์วีล 2 คัน ช่วงแรกๆ สภาพทางค่อนข้างดี ถนนตัดผ่านทะเลทรายที่ขนาบข้างด้วยเทือกเขาคาราโครัม ทางช่วงกลางๆ เริ่มทำให้เรารู้ว่าทำไมต้องนั่งรถแบบนี้มา เรากระเด้งกระดอนไปตามทาง ถ้ากินอิ่มมาก่อนหน้านี้เห็นทีคงจุกเสียดไปตลอดทางแน่

หลังจากผ่านไปครึ่งทางก็พบว่าทางขาดเนื่องจากฝนตกทำให้ดินถล่มปิดทาง เราต้องออกเดินเท้าเพื่อไปเปลี่ยนรถ จากสมาชิกเดินเทรคทั้งหมด 6 คนที่แยกรถนั่งกัน 2 คัน ตอนนี้ได้เข้ามานั่งเบียดกันหมดในคันเดียวแล้ว สัมภาระทั้งหมดโดนย้ายไปไว้กับรถของทีมไกด์และลูกหาบ

เราแวะพักกินข้าวกลางทางอาหารมื้อนี้เป็นแป้งนานและแกงกะหรี่ถั่ว จากนั้นก็เดินทางต่อบนถนนเส้นเล็กคดเคี้ยวไปตามภูเขา เราเริ่มมีอาการคลื่นไส้อยากอาเจียนแต่ปกติแล้วเราไม่ได้เป็นคนเมารถจึงเริ่มสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเพราะอาหาร

ทางช่วงหลังๆ ลัดเลาะไปตามสันเขาเลียบแม่น้ำสายเล็กๆ ไปเรื่อยๆ บางช่วงมีหินหล่นลงมาบนถนนตลอดเวลา น่ากลัวมาก

ในที่สุดเราก็มาถึงหมู่บ้าน Askole ตอนเกือบ 6 โมงเย็น ที่ความสูง 3,000 เมตร ที่นี่เริ่มมีความเสี่ยงกับอาการแพ้ความสูง (AMS) ควรสังเกตอาการปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ นอนไม่หลับ ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นของการแพ้ความสูงไว้ด้วย จะได้ป้องกันและรักษาได้ ส่วนเรายังคงคลื่นไส้และอาเจียนไปหลายรอบ แต่คิดว่าคงไม่ได้เป็นเพราะความสูงแต่เป็นเพราะอาหาร เพราะหลายคนในทีมเริ่มท้องเสียกันบ้างแล้ว

คืนนี้เป็นคืนแรกที่ได้นอนเต็นท์ทำให้รู้สึกตื่นเต้นพอสมควร ถึงแม้จะไม่ค่อยสบายท้องซักเท่าไหร่

ตกดึกอากาศค่อนข้างเย็น เราเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำเพราะเพลียจากอาหารเป็นพิษและการเดินทาง ส่วนโบ๊ทยังมีแรงเหลือถึงแม้จะท้องเสีย เลยลุกออกไปถ่ายภาพหุบเขายามค่ำคืน

Day 4: 19 กรกฏาคม 2559

Askole (3,000m) - Jhola (3,218m)

เดินเท้า: 8 ชั่วโมง 10 นาที

วันนี้อาการอาหารเป็นพิษของเราดีขึ้นเล็กน้อย เราตื่นประมาณ 6 โมงเช้าแต่ท้องฟ้าก็สว่างจ้าแล้วเนื่องจากเป็นช่วงฤดูร้อนทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นค่อนข้างเร็ว ส่วนโบ๊ทลุกขึ้นมาถ่ายรูปด้วยอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่ตี 5 แล้ว

หลังจากล้างหน้าแปรงฟันกินข้าวเสร็จก็ได้เวลาเก็บกระเป๋าเพื่อนำสัมภาระไปชั่งให้ลูกหาบ โดยเรามีโควต้าคนละ 12 กิโลกรัม ถ้าน้ำหนักเกินก็ต้องแบกส่วนเกินเองหรือจ่ายเงินค่าลูกหาบเพิ่ม

เมื่อจัดแจงแบ่งกระเป๋ากันเสร็จก็ได้เวลาออกเดินเทรค

การเทรคไป K2 เป็นการเทรคแบบ expedition คือต้องนำเต็นท์และอาหารไปให้เพียงพอสำหรับการเดินทางตลอด 10 กว่าวัน ซึ่งจะแตกต่างกับการเทรคในเนปาลที่มีหมู่บ้านให้พักตลอดทาง ดังนั้นการที่ทีมเราไปเทรค 6 คนต้องใช้ทีมลูกหาบและไกด์รวมกันมากกว่า 40 คนในการแบกเต็นท์และอาหาร

ทางเดินช่วงแรกเป็นทางราบในหุบเขา ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึง Check Post แรกที่ใช้เวลานานที่สุด เพราะเราต้องกรอกประวัติตัวเองและข้อมูลเส้นทางการเดินของเรา

ตอนเช้าทุกคนยังกระฉับกระเฉงกันอยู่ก่อนแดดจะแรงขึ้นเรื่อยๆ อากาศที่เคยเย็นเมื่อตอนเช้ากลับร้อนและแห้งมาก ระหว่างทางเดินร้อนสุดๆ อุณหภูมิน่าจะขึ้นไปเกือบถึง 40 องศาฯ ระหว่างทางไม่มีร่มเงาของต้นไม้ให้หลบแดดเลย มีก็แต่พุ่มไม้เล็กๆ เตี้ยๆ เท่านั้น

ระหว่างทางไกด์ชี้ให้ดูทางแยกออกไปทางซ้ายเป็นทางเดินไปเส้นทาง Snow Lake เส้นทางเทรคอีกแห่งนึงที่จะพาไปชมความสวยงามของธารน้ำแข็งแห่งใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยภูเขาหิมะของเขาเทือกเขาคาราโครัม ส่วนเส้นทางเดิน K2 ของเรานั้นไม่ต้องเลี้ยวไปไหน เดินตรงไปตามหุบเขาเรื่อยๆ

ตอนเที่ยงเราพักกินข้าวตรงลานกว้างๆ ริมแม่น้ำ ทีมลูกหาบของเราได้มาเตรียมทำอาหารเที่ยงให้เรียบร้อยแล้ว เราหยุดพักกันที่นี่ประมาณชั่วโมงครึ่ง หลายคนนอนหลับไปเพราะเพลียแดด

พักเสร็จก็ต้องออกเดินต่อ เหลือระยะทางอีกครึ่งทางที่ต้องไป ทางเดินลัดเลาะไปตามสันเขา ประมาณ 2 ชั่วโมงก็เริ่มมองเห็นแคมป์ Jhola อยู่บนเนินเขาข้างหน้า คิดว่าใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมงน่าจะเดินถึง แต่พอเดินไปใกล้ๆ ปรากฏว่าแคมป์อยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ ต้องเดินตามแม่น้ำไปหาสะพานเพื่อเดินข้าม สรุปคือต้องเดินอ้อมอีกเกือบ 4 กิโลเมตร แต่ในที่สุดก็มาถึงแคมป์แบบเกือบๆ จะหมดแรง โชคดีที่ลูกหาบมากางเต็นท์และทำอาหารว่างคอยเราไว้แล้ว

เรานั่งพักให้หายเหนื่อยประมาณชั่วโมงนึงก็ออกไปถ่ายรูปรอบๆ แคมป์ จาก Jhola เราสามารถมองเห็น Bakhor Das (5,810m) ยอดเขาหิมะที่มีชื่อยอดแรกได้อย่างชัดเจน (ถ้าไม่มีเมฆบัง) เมื่อดวงอาทิตย์หลบไปอยู่หลังเขาอากาศก็เย็นลงอย่างรวดเร็ว และลมก็แรงมากจนแทบจะทนหนาวไม่ไหว แต่เรารอถ่ายรูปจนดวงอาทิตย์ตกก่อนกลับไปกินอาหารเย็นที่เต็นท์รวม

อาหารเย็นนี้พ่อครัวทำแกงกะหรี่ไก่ และอาหารปากีฯ อีกหลายอย่าง แต่เรายังกินอะไรไม่ค่อยได้เลยกินแต่ไข่ต้มให้พอมีแรง

ก่อนนอนเราเดินไปเข้าห้องน้ำ อากาศหนาวแต่ไม่มีลมแล้ว ท้องฟ้าใสแจ๋วไม่มีเมฆแม้แต่ก้อนเดียว เห็นพระจันทร์กำลังขึ้นเลยรอจังหวะถ่ายรูปกันอีกรอบ คราวนี้ได้เห็นยอด Bakhor Das แบบเต็มๆ ตาเลย

Day 5: 20 กรกฏาคม 2559

Jhola (3,218m) - Paiju (3,407m)

เดินเท้า: 9 ชั่วโมง 10 นาที

วันนี้การเทรคของเรายังต้องเลียบแม่น้ำและยังคงร้อนและแห้งผากเหมือนเดิม มีบางช่วงต้องข้ามแม่น้ำสายเล็กๆ ที่เย็นจับใจเพราะละลายมาจากธารน้ำแข็ง ซึ่งเราก็หยุดพักล้างหน้าล้างตาคลายร้อนกันหลายรอบ

โดยรวมแล้วทางเดินวันนี้ค่อนข้างราบ ระหว่างทางเริ่มมีภูเขาหิมะโผล่มาให้เห็นมากกว่าเมื่อวาน แต่ไม่ค่อยมีวิวที่สวยๆ ซักเท่าไหร่ ทำให้ความรู้สึกในการเดินวันนี้ค่อนข้างเนิ่นนาน อุปสรรคสำคัญของวันนี้คือความร้อนและการเดินตากแดดทั้งวันโดยไม่มีร่มเลย

ทางเดินช่วงสุดท้ายก่อนถึงแคมป์ Paiju สามารถมองเห็น Great Trango (6286m), Cathedral Tower (5866m), Lobsang Spire (5707m) และธารน้ำแข็ง Baltoro ซึ่งเป็นทางที่ต้องเดินไป K2 ได้อย่างชัดเจน

เรามาถึงที่แคมป์ตอนบ่าย 4 โมงครึ่ง

โชคดีแคมป์นี้ไม่ค่อยมีมุมให้ถ่ายรูป เราเลยเข้านอนแต่หัวค่ำได้อย่างสบายใจ

Day 6: 21 กรกฏาคม 2559

Paiju (3,407m) - Khobutse (3,816m)

เดินเท้า: 7 ชั่วโมง 10 นาที

วันนี้ออกเดินทางกันตั้งแต่ 6 โมงครึ่งเพราะระยะทางเดินวันนี้ค่อนข้างไกลและเริ่มยากขึ้น วันนี้เป็นวันแรกที่เราจะเดินบนธารน้ำแข็ง Baltoro ธารน้ำแข็งที่ยาวเป็นอันดับสามของโลกนอกเขตขั้วโลกซึ่งมีความยาว 63 กิโลเมตร

หลังออกจากแคมป์ Paiju ประมาณ 2 ชั่วโมงก็เดินมาถึงส่วนปลายของธารน้ำแข็ง จากจุดนี้เราต้องเดินบนธารน้ำแข็งที่ถูกปกคลุมด้วย moraines หรือก้อนหินที่ปกคลุมบนธารน้ำแข็ง บางก้อนก็เล็ก บางก้อนก็ใหญ่กว่าบ้าน ก้อนหินเหล่านี้ช่วยรักษาอุณหภูมิของธารน้ำแข็งเอาไว้ไม่ให้ละลายถึงแม้ว่าตอนกลางวันจะมีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาก็ตาม

ความลำบากของการเดินบนธารน้ำแข็งคือนอกจากจะต้องเดินบน moraines ทำให้วางเท้าขณะเดินได้ลำบากแล้ว ยังต้องเดินขึ้นๆ ลงๆ ตามลักษณะเนินของธารน้ำแข็งอีกด้วย ทำให้ต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติ และไปได้ช้ากว่าเดินบนพื้นราบมาก แถมบางช่วงก็ต้องเดินเลียบเหวบนธารน้ำแข็ง ถ้าลื่นตกลงไปอาจจะไม่ถึงกับตาย แต่ก็คงเจ็บหนัก

ตอนเที่ยงเราหยุดพักกินข้าวข้างๆ ธารน้ำแข็งซึ่งไม่มีต้นไม้ ไม่มีร่มให้หลบแดดเลย แถมอากาศตอนกลางวันก็ยังคงร้อนมากจนปวดหัวไปหมด เราทำเวลากินข้าวกันอย่างรวดเร็วเพราะทนความร้อนของแดดไม่ไหว

หลังเที่ยงช่วงที่อากาศร้อนจัดมีก้อนน้ำแข็งก้อนยักษ์ใหญ่เท่าบ้านแตกตัว (calving) ออกจากธารน้ำแข็งใกล้ๆ เสียงดังสนั่นจนทุกคนต้องหยุดหันไปดู คิดไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าเกิดบังเอิญยืนอยู่บนก้อนน้ำแข็งที่แตกตัวออกมาพอดีจะเป็นยังไง

เพราะความแรงของแดดทำให้เราเริ่มเดินกันต่ออย่างเนิบช้า จนเวลาประมาณบ่าย 2 ที่เราเดินมาถึงแม่น้ำ ไกด์เห็นความเชื่องช้าในการเดินของพวกเราวันนี้แล้วคงตัดสินใจได้ว่าเราควรข้ามแม่น้ำสายนี้ไป เพราะไม่งั้นต้องเดินอ้อมไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมง กว่าจะถึงแคมป์ก็คงดึกแน่ๆ

ถ้าที่นี่มีสะพาน มันคงทำให้การข้ามแม่น้ำสายนี้ไม่ทุลักทุเลมากนัก แต่ใครจะมาสร้างสะพานกันแถวนี้!

ทีมลูกหาบเริ่มถอดรองเท้าและถกขากางเกงสูงขึ้นมาเหนือเข่าเผยให้เห็นขาอ่อนอันแข็งแรงแล้วเริ่มทำการขนย้ายสัมภาระที่ตัวเองนั้นหาบมา รวมไปถึง daypack ที่เราสะพายมาด้วย

หลังจากขนย้ายสัมภาระ ต่อมาเป็นการปารองเท้าของพวกเราชาวเทรคเกอร์ให้ข้ามแม่น้ำไปอีกฝากหนึ่ง และไม่มีรองเท้าข้างไหนซักข้างที่พลาดตกแม่น้ำไหลเชี่ยวนี้ไป

พี่ในทีมที่ตัวสูงต้องใช้พละกำลังฝันฝ่าการข้ามแม่น้ำสายนี้ด้วยตัวเองโดยมีลูกหาบขนาบข้างจนกว่าจะถึงฝั่ง ส่วนเราและโบ๊ทที่ตัวไม่ใหญ่มากนักจึงไม่เกินกำลังของลูกหาบทรงพลังที่สามารถแบกเราข้ามแม่น้ำแห่งนี้ไปได้ เท้าที่ถูกน้ำที่ละลายจากธารน้ำแข็งไหลผ่านรู้สึกได้เหมือนโดนมีดมากรีด น้ำในแม่น้ำเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ทั้งๆ ที่อากาศก็ร้อนมาก ต้องขอบคุณลูกหาบและไกด์ของเราที่อดทนยืนในน้ำเย็นๆ พาเราข้ามแม่น้ำได้อย่างปลอดภัย

บ่าย 3 ครึ่งเราเดินมาถึงแคมป์ Khobutse แต่ระหว่างวันของการเดินเท้าวันนี้เรามีอาการท้องเสียค่อนข้างรุนแรงเลยทำให้ทั้งทีมตัดสินใจหยุดพักกันที่นี่ จากแผนเดิมที่จะไปให้ถึง Urdukas ที่อยู่ห่างออกไปอีกอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

หลังจากทีมลูกหาบกางเต็นท์ให้เสร็จเราก็รีบเข้าไปนอนพัก ส่วนโบ๊ทนั้นออกไปถ่ายรูปใกล้ๆ แคมป์

Day 7: 22 กรกฏาคม 2559

Khobutse (3,816m) - Goro II (4,319m)

เดินเท้า/ขี่ม้า: 12 ชั่วโมง

สภาพอากาศวันนี้ย่ำแย่มาก อากาศขมุกขมัว ฟ้าหม่น ส่วนเราก็ยังไม่หายท้องเสีย มีอาการปวดท้องอาหารเป็นพิษตั้งแต่เริ่มเดินในตอนเช้าและหยุดแวะเข้าห้องน้ำข้างทางมาตลอดจนหมดแรง

สุดท้ายเดินไปได้ไม่ถึงชั่วโมงไกด์เห็นสภาพแล้วคิดว่าให้เดินเองคงไปไม่ถึง เลยให้ลูกหาบช่วยกันแบกเราขึ้นหลังไป

ลูกหาบ 4 คนช่วยกันผลัดกันแบกเราไปเกือบ 4 ชั่วโมงจนถึงแคมป์ Urdukas แคมป์ที่เราตั้งใจจะมาค้างเมื่อวานตอน 10 โมงครึ่ง เราหยุดพักกินข้าวกันตรงนี้แล้วให้พี่ๆ ในทีมเดินล่วงหน้ากันไปก่อน เพราะจากที่นี่ไกด์จะช่วยหาม้ามาให้ขี่ไม่อย่างงั้นคงไปไม่ถึง

หลังจากที่ทุกคนเดินนำเราไปประมาณครึ่งชั่วโมงไกด์ก็เช่าม้ามาให้เราขี่ได้ในราคา 80 USD (ไกด์ช่วยต่อราคาจาก 150 USD) ซึ่งเราก็ต้องยอมจ่ายเพราะเดินไม่ไหวจริงๆ

เรานั่งตัวเกร็งไปบนหลังม้าทั้งๆ ที่ยังปวดท้องอยู่เพราะว่ากลัวตกม้ามากเช่นกัน ทางหลังจากผ่าน Urdukas ไปธารน้ำแข็งช่วงนี้เริ่มมีก้อนน้ำแข็งโผล่ขึ้นมาให้เห็น ก้อนน้ำแข็งใหญ่ๆ ใสๆ ปะปนกับหินดินทรายสีน้ำตาล บรรยากาศดูแปลกตาเหมือนหลุดออกไปอยู่บนดาวดวงอื่น ไม่นานม้าของเราก็เดินนำคนอื่นๆ ในทีม

ตอนบ่ายสภาพอากาศก็ย่ำแย่ลงกว่าเดิม ฝนเริ่มตกพรำๆ อากาศเย็นลงหลายองศา เราไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเราโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่ท้องเสีย เพราะตอนนี้เราได้นั่งอยู่บนหลังม้าในขณะที่ทุกคนต้องเดินตรากตรำกลางสายฝนอันหนาวเหน็บ

ก่อนถึงแคมป์ Goro II ฝนตกหนักมากจนทุกอย่างเปียกไปหมด เรามาถึงแคมป์ก่อนคนอื่นๆ ประมาณครึ่งชั่วโมง ตอนนั้นฟ้ามืดพอดี สรุปว่าวันนี้ใช้เวลาทั้งหมด 11 ชั่วโมงครึ่ง ส่วนคนอื่นๆ ใช้เวลากันไป 12 ชั่วโมง

วันนี้ทุกคนเหนื่อยกันมากเพราะเดินทางไกลมากแถมยังเจอกับฝนที่ตกหนัก วันนี้จึงถือว่าเป็นวันที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่เริ่มเดินกันมา และถือว่าเป็นวันที่เราได้ใช้ม้าคุ้มที่สุดเลยด้วย

Day 8: 23 กรกฏาคม 2559

Goro II (4,319m) - Concordia (4,575m)

เดินเท้า: 7 ชั่วโมง 40 นาที

ในที่สุดก็ถึงวันที่เราจะได้เห็น K2 ยอดเขาที่เราตามหากันซักที

สภาพอากาศตอนเช้าวันนี้ที่แคมป์ Goro II แตกต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิงเพราะฟ้าใสไร้เมฆทำให้เราได้เห็นทิวทัศน์ของยอดเขาหิมะที่ซ่อนตัวอยู่หลังเมฆฝนเมื่อวานอย่างชัดเจน

หนึ่งในยอดที่โดดเด่นที่สุดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแคมป์คือ Masherbrum (7,821m) หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่า K1

ตอนนี้คงสงสัยว่าทำไม K1 ถึงเตี้ยกว่า K2 นั่นเป็นเพราะการตั้งชื่อยอดเขาในเทือกเขาคาราโครัมมาจากการสังเกตยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาคาราโครัมจากแคชเมียร์ แล้วตั้งชื่อเป็นตัวเลขตามลำดับความสูง ตั้งแต่ K1 ถึง K6 (K ย่อมาจาก Karakoram) แต่ปรากฏว่าเมื่อทำการสำรวจจริงๆ พบกว่า K2 เป็นยอดที่สูงที่สุด

ภายหลังพบว่ายอดเขา K1, K3, K4, K5, K6 มีชื่อท้องถิ่นอยู่แล้วจึงเรียกชื่อภูเขาด้วยชื่อเดิม มีเพียง K2 ที่ไม่มีชื่อท้องถิ่นปรากฏเนื่องจากอยู่ลึกในหุบเขา ทำให้ชื่อ K2 กลายเป็นชื่อเรียกภูเขาที่สูงอันดับสองของโลกในปัจจุบันในที่สุด

เมื่อเริ่มออกเดินเราก็สามารถเห็นภูเขาลูกใหญ่อีกลูกคือ Gasherbrum IV (7,925m) อยู่ไกลๆ และนั่นก็คือที่ที่เราต้องเดินไป

ไกด์บอกว่าวันนี้เดินไม่นาน ตั้งใจว่าจะไปกินข้าวเที่ยงพร้อมชมวิว K2 กัน พวกเราเลยตั้งหน้าตั้งตาเดิน อยากไปเห็นภูเขาที่เฝ้ารอกันเร็วๆ แต่อาการท้องเสียของเราเพิ่งหายไปเมื่อเช้านี้เลยทำให้ยังอ่อนแรงอยู่ เลยขออยู่ข้างหลังรั้งท้ายคู่กับพี่หวาด พยาบาลผู้ใจดีและผู้ช่วยไกด์ที่คอยดูแลประกบข้างเราตลอด

ทางเดินวันนี้ค่อนข้างแปลกตาเพราะมีแท่งน้ำแข็งโผล่มาจากธารน้ำแข็งตลอดทาง ส่วน moraines นั้นก็มีขนาดเล็กลงทำให้เดินง่ายขึ้น แต่อากาศที่ความสูงกว่า 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลก็ทำให้เหนื่อยง่ายอยู่ดี

ระหว่างทางมีภูเขาหน้าตาโดดเด่นให้เห็นอีกลูกคือ Muztagh Tower (7,276m) ก่อนจะลับสายตาหลบไปอยู่ในช่องเขา

ยอดที่สูงกว่า 8,000 เมตรลูกแรกที่เราเห็นคือ Broad Peak (8,051m) ยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 12 ของโลก เป็นยอดเขาทรงป้านสมชื่อเพราะมียอดเขาที่ยาวถึง 1.5 กิโลเมตร

การมองเห็น Broad Peak เป็นสัญญาณบอกเราว่าอีกไม่นานเราก็ใกล้ถึง Concordia แคมป์ของเราในวันนี้แล้ว

แต่เวลาผ่านไปอีกหลายชั่วโมงเราก็ยังคงเดินข้ามเนินแล้วเนินเล่า แถมยังเห็นพวกกลุ่มพี่ๆ เดินกันไม่หยุดอยู่ไกลลิบตา เห็นแล้วอยากถอนหายใจเฮือกใหญ่ทุกที ไหนไกด์บอกว่าเราจะเดินกันไม่ไกลไม่ใช่หรอ?

จนถึงเวลาบ่าย 2 โมงครึ่ง เราเดินกันมาแล้ว 6 ชั่วโมงกว่าโดยไม่ได้หยุดพักกินข้าว จุดหมายปลายทางแคมป์ Concordia ก็ยังไม่ปรากฏ แต่เห็นทีมลูกหาบเดินไปมาอยู่ไม่ไกล ปรากฏว่าลูกหาบเดินไปถึงค่ายแล้ว ทำอาหารให้เสร็จแล้ว เดินย้อนกลับมาบริการให้กลางทาง เราเลยได้พักระหว่างทางกินอาหารกันอย่างหิวโหยโดยไม่เห็น K2 อยู่ในสายตา

หลังจากกินข้าวเติมพลังกันอย่างรวดเร็วก็ออกเดินต่อ ก่อนถึง Concordia ทางเดินเริ่มท้าท้ายขึ้นอีกหน่อย เพราะมีร่องน้ำแข็ง (crevasse) อยู่เต็มไปหมด

ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีจากจุดที่พักกินข้าวเราก็เดินกันมาถึง Concordia ลูกหาบกางเต็นท์และทำอาหารว่างไปรอแล้วเรียบร้อย สรุปวันนี้ใช้เวลาเดินไปเกือบ 8 ชั่วโมง เราถึงกับหันไปถามไกด์ว่านี่คือเดินไม่นานแล้วจริงๆ ใช่มั้ย?

นั่งพักจนหายเหนื่อยก็ได้เวลาออกไปยลโฉม K2... ที่มีเมฆบังอยู่เพียงยอดเดียวจากยอดเขาหลายสิบยอดในบริเวณนั้น โถ่ K2... อุตส่าห์อยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ

เราไม่มีทางเลือกอะไรมากนอกจากรอให้เมฆบนยอดสลายตัวไป เรานั่งเล่นในเต็นท์ นานๆ ทีก็ชะโงกหน้าออกมาดูว่าเมฆหายไปรึยัง แต่ทุกครั้งก็จะเห็นเมฆปุกปุยอยู่เสมอ

จนตกเย็นดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ลมพัดเมฆบนยอดเขาแตกกระจายเผยให้เห็นยอดทรงพีระมิดของ K2 อย่างชัดเจนพร้อมกับแสงสุดท้ายของวันที่สาดลงบนยอดเขา เราเดินออกไปชมดวงอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเต็นท์มากนัก

ภูเขาหิมะโอบล้อมอยู่รอบตัว ดวงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าเปลี่ยนฟ้าให้กลายเป็นสีชมพูระเรื่อ ทุกอย่างดูสงบนิ่ง มีเพียงตัวเราที่สั่นเพราะความหนาว แต่เราก็รอจนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

Day 9: 24 กรกฏาคม 2559

Concordia (4,575m)

ไม่เคยมีวันไหนสบายเท่าวันนี้ เพราะวันนี้คือ rest day วันเดียวที่เรามี

ตามแผนแล้ววันนี้เราสามารถเลือกที่จะเดินไป K2 Base Camp ได้ แต่ว่าเป็นการเดินที่ไม่ง่ายและค่อนข้างอันตรายพอสมควรเพราะต้องใช้เวลาเดินไป-กลับถึง 12 ชั่วโมง แถมยังต้องเดินตามธารน้ำแข็งที่มีร่องน้ำแข็ง (crevasse) ค่อนข้างเยอะตลอดทาง

หรืออีกตัวเลือกนึงก็คือการเดินไป Broad Peak Base Camp ซึ่งใช้เวลาไป-กลับประมาณ 6 ชั่วโมง บนทางที่ยากไม่แพ้กัน

แต่หลังจากที่เดินเหนื่อยมาแล้วหลายวัน วันนี้เราเลยตัดสินใจที่จะพักและเดินเล่นรอบๆ Concordia แทน

Concordia คือจุดบรรจบของธารน้ำแข็ง Godwin-Austen ที่ไหลมาจาก K2 และธารน้ำแข็ง Baltoro บริเวณรอบๆ Concordia มียอดเขาที่สูงมากกว่า 8,000 เมตรถึง 4 ยอด จากทั้งหมด 14 ยอดในโลกได้แก่ K2 (8,611m), Broad Peak (8,047m), Gasherbrum I (8,080m) และ Gasherbrum II (8,035m)

นอกจากนี้ยังมียอดเขาสูงอีกหลายยอดที่สามารถมองเห็นได้จาก Concordia เช่น Gasherbrum IV (7,932m), Baltoro Kangri (7,312m), Pastore Peak (6,379m) แต่ยอดที่ดูจะโดดเด่นจนแย่งซีนยอดเขาที่ยอดที่ Concordia น่าจะเป็น Mitre Peak (6,070m)

Mitre Peak ถึงจะเป็นยอดที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับยอดอื่นๆ แต่ด้วยรูปทรงของยอดที่เป็นยอดแหลมแปลกตาและตำแหน่งที่อยู่ติดกับแคมป์แถมยังอยู่ตรงข้ามกับ K2 เราเลยยกให้ Mitre Peak เป็นหนึ่งในยอดเขาที่เราชอบที่สุดของทริปนี้

จริงๆ แล้วเราสามารถมองเห็น Mitre Peak ได้จากแคมป์ Goro II แต่หน้าตาจะไม่เหมือนกับที่เห็นจาก Concordia จาก Goro II จะเห็น Mitre Peak มี 2 ยอด แต่พอใกล้ Concordia จะเห็นแค่ยอดเดียว ถือว่าใช้เป็นตัวประมาณระยะทางเดินได้ดีพอสมควร

เมื่อเราตัดสินใจว่าจะไม่ไปไหนไกลเกิน 30 นาทีเดิน เราเลยป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ แคมป์ไปดูจุดชมวิว K2 ที่อยู่ไม่ไกล จากตรงนี้สามารถมองเห็นยอด K2 คู่กับ Angel Peak (6,858m) ยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมทั้งยอด มีรูปทรงพีระมิดเหมือนเป็นน้องสาวของ K2 ไม่มีผิด

พอชมวิวเสร็จก็กลับมานอนเล่นในเต็นท์ดูวิวภูเขารอบๆ หลังจากเดินเหนื่อยมาหลายวัน คงไม่มีอะไรสบายกว่านี้อีกแล้ว

โชคดีที่วันนี้ฟ้าใสทั้งกลางวันและกลางคืนจึงเป็นวันที่เหมาะกับการถ่ายรูปดาวมาก หลังจากรอดวงอาทิตย์ตกและกินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็ได้เวลาที่รอคอย

โบ๊ทวางแผนจะเดินออกไปถ่ายรูปที่จุดชมวิวที่เห็น Angel Peak ตอนกลางวันซึ่งใช้เวลาเดินไปประมาณ 15 นาที โบ๊ทตั้งใจว่าจะเริ่มออกเดินตอนสามทุ่มเพื่อให้ทันเวลาดวงจันทร์ขึ้นพอดี แต่พอถึงเวลาจริงๆ มีลมพัดแรงมาก และอุณหภูมิน่าจะต่ำกว่า -20 องศา เลยตัดสินใจถ่ายรูปหน้าเต็นท์แทน

เราได้แต่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่หน้าเต็นท์เพราะทนความหนาวไม่ไหวแต่อย่างน้อยก็ได้เห็นดาวเต็มท้องฟ้าคู่กับยอด K2 ส่วนโบ๊ทนั้นยืนในความมืดและความหนาวรอเวลาให้ดวงจันทร์ขึ้น

แสงสีแดงเริ่มปรากฏขึ้นบนขอบฟ้ากระทบลงบนยอด K2 ภูเขาที่สูงอันดับสองของโลกฉากหลังคือดวงดาวและห้วงอวกาศเวิ้งว้าง

จะมีซักกี่ครั้งในชีวิตที่เราได้ใกล้ชิดกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้ขนาดนี้?

โบ๊ทถ่ายรูปได้ไม่กี่รูปก็ทนความหนาวไม่ไหวกลับไปซุกตัวนอนในถุงนอนอุ่นๆ เราต่างเก็บแรงไว้เดินทางอีกไกลในอีก 2-3 วันข้างหน้า

Day 10: 25 กรกฏาคม 2559

Concordia (4,575m) - Ali Camp (4,965m)

เดินเท้า: 7 ชั่วโมง

สำหรับหลายคนที่เทรคมา K2 Concordia คือปลายทางของการเทรคก่อนจะต้องมุ่งหน้าเดินกลับทางเดิมไปหมู่บ้าน Askole

แต่สำหรับเราแล้วปลายทางของเราอยู่อีกฟากของภูเขาที่หมู่บ้าน Hushe ซึ่งต้องข้ามช่องเขา Gondogoro La ความสูง 5,625 เมตรไป

การทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่ความสูงมากกว่า 5,000 เมตรขึ้นไปไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปริมาณออกซิเจนที่เหลือเพียงประมาณ 50% จากระดับน้ำทะเลทำให้เหนื่อยง่ายกว่าปกติมาก

ก่อนจะไปข้ามช่องเขา วันนี้เราจะไปหยุดพักกันที่ Ali Camp ซึ่งเป็นแคมป์สุดท้ายที่อยู่ใกล้กับ Gondogoro La มากที่สุด

เราเริ่มเดินกันตั้งแต่เช้าถึงแม้ว่าไกด์จะบอกว่าวันนี้เดินไม่นาน แต่เราเดาว่าอย่างน้อยๆ ต้องมี 7 ชั่วโมง

จาก Concordia เราเดินออกจากธารน้ำแข็ง Baltoro ไปยังธารน้ำแข็ง Vigne ซึ่งเป็นสาขาของธารน้ำแข็ง Baltoro

เราค่อยๆ เพิ่มความสูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสูง moraines บนธารน้ำแข็งก็ยิ่งน้อย จนแทบไม่มี moraines เหลืออยู่เลย ทำให้เดินง่ายและทำเวลาได้ดีพอสมควร

บนธารน้ำแข็งมีลำธารเล็กๆ หลายสายที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็ง บางสายเล็ก แต่บางสายก็ใหญ่มาก

เมื่อมองกลับไปตามทางที่เดินมาสามารถมองเห็น K2, Angel Peak, และ Broad Peak ในมุมที่สวยมากๆ ถ้าใครมาเทรค K2 แล้วต้องเดินกลับทางเดิม เราแนะนำว่าอย่างน้อยน่าจะเดินมาดูวิวแถวๆ นี้ด้วย

ตอนเที่ยงเราพักกินข้าวกันบนธารน้ำแข็งพร้อมดูวิวภูเขา มันเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ สวยจนไม่รู้จะบรรยายให้เห็นภาพได้ยังไง

หลังจากกินข้าวเสร็จก็ออกเดินต่อ ธารน้ำแข็งช่วงสุดท้ายไม่มี moraines ปกคลุมอยู่แล้ว ทำให้แสงแดดสะท้อนแรงมากขนาดใส่แว่นกันแดดแล้วยังรู้สึกว่าเอาไม่อยู่ เรามีอาการตาพล่าเหมือนมองผ่านกระจกฝ้าตลอดเวลา

ก่อนถึง Ali Camp ถือเป็นช่วงที่อันตรายที่สุดของวันนี้เพราะต้องเดินออกจากธารน้ำแข็งไปตั้งแคมป์บนภูเขาซึ่งระหว่างทางมี crevasse ซ่อนอยู่ใต้หิมะ มีพี่ในทีมเดินจมไปครึ่งตัวต้องให้คนมาช่วยดึงออก ทางเดินช่วงนี้ต้องเดินด้วยความระมัดระวังมากๆ

เรามาถึงแคมป์กันตอนบ่าย 3 รวมเวลาเดิน + กินข้าวด้วยก็ 7 ชั่วโมงพอดิบพอดี

ที่ Ali Camp โบ๊ทเริ่มมีอาการ AMS เพราะตอนนี้อยู่สูงเกือบ 5,000 เมตรแล้ว แต่โชคดีที่เราไม่มีอาการแพ้ความสูงเลย

ระหว่างที่โบ๊ทนอนพักเราเลยไปถ่ายรูปเล่นเก็บบรรยากาศรอบๆ แคมป์ ก่อนจะเตรียมตัวกินข้าวเย็นและพักเอาแรง วันนี้เราต้องนอนเร็วกว่าปกติเพราะคืนนี้เราต้องตื่นตอนเที่ยงคืนเพื่อเดินข้าม Gondogoro La ให้ทันก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น

Day 11: 26 กรกฏาคม 2559

Ali Camp (4,965m) - Gondogoro La (5,625m)

เดินเท้า: 5 ชั่วโมง

ไกด์ปลุกเราตอนเวลาเที่ยงคืนในสภาพที่ทุกคนนอนเรียงเบียดกันอยู่ในเต็นท์ใหญ่ ไม่ได้นอนแยกเต็นท์เหมือนทุกวันเพราะจะได้ไม่เสียเวลาในการเก็บเต็นท์

อากาศตอนกลางดึกเย็นยะเยือกแต่โชคดีที่ไม่มีลมพัด ดวงจันทร์ส่องสว่างพอทำให้เห็นสภาพแวดล้อมรอบๆ ได้บ้าง

เราดื่มชาร้อนพร้อมกับเก็บอาหารกลางวันในถุงพลาสติกบางๆ ที่ประกอบด้วยแป้งจาปาตี ไข่ต้ม แอปเปิลและช็อคโกแลตแท่งที่พ่อครัวประจำทีมเตรียมให้ใส่กระเป๋าตัวเอง พร้อมกับหยิบไฟฉายคาดหัวขึ้นมาใส่

สาเหตุที่เราต้องเริ่มเดินกันเวลานี้เป็นเพราะว่าเราต้องเดินไปถึงช่องเขาก่อนสว่าง ไม่งั้นจะเสี่ยงกับหิมะถล่มเพราะหิมะละลายจากความร้อนของแสงอาทิตย์ แต่ถ้าจะให้ตอบอย่างเก๋ๆ หน่อยก็คงจะเป็นเพราะว่าเราจะได้ขึ้นไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นในจุดที่สูงที่สุดของการเทรคครั้งนี้ แถมยังเป็นจุดที่สูงที่สุดในชีวิตของเราด้วย

เวลาก่อนตี 1 เล็กน้อย ลูกหาบโห่ร้องสร้างขวัญกำลังใจก่อนออกเดิน เราออกเดินไปตามขอบของธารน้ำแข็งใต้แสงจันทร์และแสงไฟฉายคาดหัว มีอาการกระอักกระอ่วนเพราะไม่คุ้นชินกับการตื่นนอนและการเดินในเวลาที่แปลกประหลาดแบบนี้ แต่เวลาที่ใช้ในการปีนขึ้นช่องเขาอยู่ที่ 4-5 ชั่วโมง ถ้าออกเดินช้ากว่านี้ก็คงไม่ทัน

ทางเดินช่วงแรกเป็นการเดินไปตามสันเขาบริเวณของของธารน้ำแข็งไปเรื่อยๆ ประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนจะต้องเดินข้ามธารน้ำแข็งตรงไปยังกำแพงภูเขาเบื้องหน้า

การข้ามธารน้ำแข็งบริเวณนี้ต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร เพราะนอกจากจะมีร่องน้ำแข็งเล็กใหญ่ที่อาจจะตกลงไปทั้งตัวได้แล้ว เรายังเสี่ยงที่จะเดินเหยียบแอ่งน้ำบนธารน้ำแข็งซึ่งไม่ได้ทำให้เปียกอย่างเดียวเพราะความเย็นของอากาศจะทำให้น้ำกลายเป็นน้ำแข็งภายในไม่กี่นาที มีพี่ในทีมถุงเท้าแข็งและเชือกรองเท้าแข็งมาแล้ว

เมื่อข้ามธารน้ำแข็งมาได้ก็จะเจอกับกำแพงภูเขาสูงประมาณ 600 ร้อยเมตรที่ต้องเดินข้าม ทางเดินต่อจากนี้ไปจนถึงช่องเขามีหิมะหนาปกคลุมตลอดทาง ทางเดินช่วงแรกมีความชันประมาณ 30-45 องศา จากนั้นจึงค่อยๆ ชันขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเส้นทางมีความชันมากกว่า 60 องศาไกด์ก็บอกให้เรานำ crampon มาสวมเพื่อป้องกันไม่ไหลลื่นไถลตกเขาไปซะก่อน

เราเดินตามรอยเท้าของลูกหาบที่เดินนำร่องให้เราไปก่อน ในช่วงที่ทางชันมากๆ (เกิน 60 องศา) จะมีเชือกเส้นเล็กๆ ให้เราจับประคองตัวเองให้เดินขึ้นไปราวกับเดินขึ้นมาจากเหว เราเดินเรียงเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง ไม่มีใครช่วยใครได้ หนำซ้ำหากมีใครพลาดลื่นแค่ก้าวเดียวคงล้มเรียงๆ กันไปเหมือนโดมิโน

เราใช้เวลาทุลักทุเลในการปีนขึ้นอยู่นานก่อนจะมีพื้นที่ที่ไม่ชันมาให้หยุดพัก

สิ่งที่ทำให้เราช็อคที่สุดก็คือเชือกที่เราจับมาตลอดทางถูกมัดไว้กับแท่งไม้ท่อนเล็กๆ ซึ่งปักอยู่กับหิมะ...

เวลาตี 4 ครึ่ง แสงเช้าเริ่มส่องสว่างเผยให้เห็นท้องฟ้าสีม่วงอมชมพู ด้วยความสูงที่ปีนขึ้นมาทำให้เราเริ่มเห็นยอดเขาของเทือกเขาคาราโครัม และสามารถเห็นได้ว่าทางที่เราเดินขึ้นมามันคือเหวชัดๆ!

นอกจากนี้ยังทำให้เราเห็นทางที่อยู่ข้างหน้าซึ่งเป็นหน้าผาน้ำแข็งสูงชัน นั่นหมายความว่าเรายังเหลือความสูงอีกมากที่ต้องปีนขึ้นไป...

เราก้าวเดินอย่างเชื่องช้า อากาศเบาบางทำให้เราต้องหยุดหายใจหลังจากก้าวขาได้ไม่กี่ก้าว ความหนาวซึมซับเข้ากระดูก เท้าเจ็บและชาจากความเย็นยะเยือกของพื้นหิมะ ไม่คิดว่าความเย็นของพื้นจะทรงพลังทะลุ crampon และรองเท้าได้มาถึงเพียงนี้

หลังจากการพยามในการเดินและปีนมา 4 ชั่วโมงครึ่ง เราก็มาถึง Gondogoro La ที่ระดับความสูง 5,625 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลตอนเวลาตี 5 20 นาที และนี่คือที่ที่สูงที่สุดที่เราเคยมาในชีวิต

เราไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนั้นเหมือนกับการได้พิชิตยอดเขามั้ย เพราะถึงจะอยู่สูงขนาดนี้ก็ยังมียอดเขาอีกมากมายโอบล้อมเราอยู่ รู้แต่เพียงว่าเทือกเขาที่อยู่ตรงหน้านั้นสวยเหลือเกิน

ยอด K2 ขี้อายหลบอยู่หลังก้อนเมฆ แต่ก็ยังมี Broad Peak, Gasherbrum I, II, III, IV เรียงรายให้เห็นตรงหน้า

หันมองอีกฝั่งของช่องเขาก็พบว่าสวยไม่แพ้กัน แถมยังได้เห็น Masherbrum อีกครั้ง และได้เห็นยอดที่สะดุดตาที่สุดคือ Laila Peak (6,096m) อยู่ไกลๆ

เราหยุดถ่ายรูปบนพาสนานประมาณ 20 นาทีก่อนที่จะเริ่มทนอาการเท้าชา หน้าชาไม่ไหวไปมากกว่านี้ ต่อไปจะเป็นการเดินลงซึ่งยากและอันตรายชนิดที่เรียกได้ว่าเสี่ยงตายที่สุดในชีวิตแล้ว

Day 11: 26 กรกฏาคม 2559

Gondogoro La (5,625m) - Khuspang (4,695m)

เดินเท้า: 6 ชั่วโมง

นี่ไม่ใช่การเดินข้ามช่องเขาครั้งแรกในชีวิตของเรา แต่เป็นครั้งที่ 4

3 ครั้งก่อนเราเดินข้ามช่องเขาที่มีความสูงมากกว่า 5,300 เมตรตอนไปเทรค 3 พาสที่ว่ากันว่าโหดหินที่ประเทศเนปาลมาแล้ว

แน่นอนว่าการเดินเทรคโดยเฉพาะการข้ามช่องเขาทุกๆ ช่องเขานั้นจะต้องเหนื่อย แต่ไม่ใช่ทุกช่องเขาที่จะอันตรายและเสี่ยงตายเท่าที่ Gondogoro La (อย่างน้อยก็จากประสบการณ์ของเรา)

ทางเดินลงจาก Gondogoro La เป็นทางชันประมาณ 50-60 องศา วัดความสูงได้ประมาณ 800 เมตรตามแนวดิ่ง พื้นที่ต้องเดินเป็น scree หรือหินร่วนเหมือนก้อนกรวดที่เหยียบลงไปแล้วลื่นไถลคล้ายเดินอยู่บนเนินทราย ต่างกันตรงที่ scree เป็นหินที่บางก้อนก็ใหญ่กว่าลูกบอลที่พร้อมจะถล่มได้ตลอดเวลา

การเดินลงเป็นไปอย่างอยากลำบากเพราะนอกจากจะต้องเดินอย่างระมัดระวังไม่ให้หินถล่มลงไปใส่คนข้างล่างแล้วยังต้องคอยระวังหินที่อาจถล่มลงมาใส่เราด้วย

เราเดินจับเชือก fixed rope ที่มีเพียงเส้นเดียวค่อยๆ ประคองตัวเองลงไปอย่างช้าๆ โดยมีไกด์คอยประกบอยู่ข้างๆ

ส่วนโบ๊ทและพี่ผู้ชายที่เหลือในทีมเดินกันเองอยู่ข้างหลัง ซึ่งตอนนี้เดินกันแบบต่างคนต่างเดินเพราะไม่มีใครสามารถช่วยใครได้

เราเหลือบตามองลงไปยังเหวข้างล่าง ถ้าเดินพลาดแค่ก้าวเดียวต้องตายแน่ๆ รู้สึกว่าความตายอยู่ใกล้มากๆ เพราะทางเดินก็กว้างเพียงแค่เท้าเหยียบได้แค่ข้างเดียว...

ส่วนโบ๊ทที่เดินตามหลังมาก็เล่าให้ฟังว่าตอนเดินลงได้ยินเสียงก้อนหินร่วง พอหันไปดูก็เห็นก้อนหินก้อนใหญ่เท่าลูกบอลพุ่งตรงมาหาอย่างรวดเร็ว จังหวะนั้นโบ๊ทตั้งสติได้จึงเอี้ยวตัวหลบให้หินลอยผ่านหน้าไปในระยะไม่เกิน 6 ฟุตหล่นไปยังเหวเบื้องล่าง...

ตอนนั้นความคิดสับสนตีกันในหัวไปหมด แต่ความคิดที่ชัดเจนที่สุดคือ “จะตายไม่ได้!”

หลังจากเดินลงเหวบนความเครียดมา 2 ชั่วโมง เรารู้สึกทั้งง่วง ทั้งเหนื่อย ทั้งล้า ทั้งกลัว อยากจะให้เวลานี้ผ่านไปเร็วๆ แน่นอนว่าการหันหลังกลับตอนนี้ไม่ใช่ตัวเลือก ได้แต่เดินลงเหวต่อไป

กว่าจะเดินลงมาถึงจุดที่ปลอดภัยมีหินก้อนใหญ่คอยบังหินก้อนเล็กๆ ที่อาจจะถล่มใส่เราได้ก็ปาไปเกือบ 10 โมง หรือเกือบ 4 ชั่วโมงจาก Gondogoro La เรานั่งพักหยิบอาหารที่พ่อครัวแพคให้ขึ้นมากิน ทุกคนนั่งเงียบๆ ในมุมของตัวเองด้วยความเหนื่อย และความช็อคกับเส้นทางที่เพิ่งผ่านมา

เรานั่งกันเนิ่นนานรวบรวมสติที่แตกกระเจิงมองทางเดินที่อยู่ตรงหน้า เราปลอดภัยแล้ว แต่เรายังไปไม่ถึงแคมป์

เมื่อผ่านจุดอันตรายมาภูเขาก็ลดความชันลงจนมาบรรจบกับธารน้ำแข็ง Gondogoro ด้านล่าง เราเดินต่อไปตามธารน้ำแข็งและสันของธารน้ำแข็ง แคมป์ Khuspang ที่มองเห็นแต่ไกล แลดูเหมือนจะใกล้แต่ก็เดินไม่ถึงซักที

เราเดินต่ออีกเกือบ 2 ชั่วโมงก็มาถึงแคมป์ รวมแล้วใช้เวลาทั้งหมด 12 ชั่วโมงนับตั้งแต่ตื่นนอนตอนเที่ยงคืนพอดี ตอนนี้ทั้งเหนื่อย ทั้งง่วง ทั้งหิว จนคิดไม่ออกว่าเราควรจะกินหรือนอนก่อนดี แต่เราคงจะแพ้ความหิวเลยกินข้าวเที่ยงก่อน แต่สุดท้ายก็นอนไม่หลับเพราะแดดร้อนเกินไปเลยนั่งคุยเล่นอยู่กับพี่ๆและไกด์ที่เต็นท์รวม ส่วนโบ๊ทนั้นนอนสลบไสลไปตลอดบ่าย

พอได้พักเอาแรงจนหายเหนื่อยขึ้นมาบ้างก็ได้เวลาออกสำรวจรอบๆ แคมป์

Khuspang เป็นแคมป์ที่สวยมาก มีดอกไม้นานาพันธุ์ขึ้นบนภูเขาและมีฉากหลังประกอบเป็นยอด Laila Peak สวยสง่าที่เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของแคมป์นี้ ดูละเบิกบานใจมาก เหมือนเพิ่งเดินลงจากนรกแล้วมาเจอสวรรค์ยังไงอย่างงั้น

ตกเย็นโบ๊ทก็เดินขึ้นเนินเขาที่อยู่ใกล้ๆ ออกไปหามุมถ่ายรูปดวงอาทิตย์ตก ส่วนเราขอเดินทางราบไปชมดอกไม้นานาพันธุ์ใกล้ๆ แคมป์กับพี่หวาด

หมายเหตุ: สำหรับใครที่ไม่มีประสบการณ์ ไม่แนะนำให้ข้าม Gondogoro La หรือถ้ามีประสบการณ์ก็ต้องใช้ความระมัดระวังมากๆ ในการข้าม กลุ่มเราถือว่าโชคดีมากที่ผ่านมาได้โดยไม่มีใครบาดเจ็บ เพราะหนึ่งวันหลังจากที่เราข้าม Gondogoro La มีอุบัติเหตุขณะข้ามพาสทำให้มีคนเสียชีวิต 2 คน คนแรกเป็นลูกหาบถูกหินร่วงใส่หัว อีกคนเป็นนักท่องเที่ยวชาวปากีสถานที่พลาดตกเหว...

Day 12: 27 กรกฏาคม 2559

Khuspang (4,695m) - Saitcho (3,434m)

เดินเท้า: 7 ชั่วโมง

ได้นอนพักกันยังไม่ทันจะรู้สึกหายเหนื่อยก็ต้องเดินต่อ ถึงจะรู้สึกไม่ค่อยอยากเดินเท่าไหร่แต่ก็ดีใจที่ใกล้จะได้กลับเมืองหลังจากที่ทรหดอดทนอยู่กลางภูเขาและธารน้ำแข็งมาแล้วเกือบ 10 วัน

แผนการวันนี้คือเดินจากแคมป์ Khuspang ไปที่แคมป์ Saitcho ซึ่งไกด์บอกว่าวันนี้จะเดินสบายๆ เพราะเป็นเดินลงอย่างเดียว เราก็เชื่อเหมือนกันว่าวันนี้จะเดินง่ายๆ เพราะถ้าได้ข้าม Gondogoro La มาแล้วคงไม่มีทางเดินที่ไหนยากอีกต่อไปแล้วมั้ง

หลังออกจาก Khuspang ทางเดินก็ลัดเลาะไปตามธารน้ำแข็ง Gondogoro ผ่านหน้า Laila Peak ทางช่วงนี้ไม่ค่อยมี moraines มีแต่น้ำแข็งทำให้เดินค่อนข้างง่าย แต่พอเดินไกลออกจากแคมป์มากขึ้นก็เริ่มมี moraines ปกคลุมผิวธารน้ำแข็งจนมิดทำให้เดินยากไม่ต่างจากการเดินบนธารน้ำแข็ง Baltoro ที่ต่างกันก็คือที่ธารน้ำแข็ง Gondogoro มี glacial mushroom ให้เห็นเยอะมาก

หลังจากเดินเลย Laila Peak ไปก็จะเจอกับภูเขาที่คุ้นเคยนั่นก็คือ Masherbrum ที่เราเจอครั้งแรกที่แคมป์ Goro II แต่คราวนี้เราได้เห็นจากอีกฝั่งนึง จากฝั่งนี้เราสามารถเห็นธารน้ำแข็งขนาดมหึมาใต้ยอดเขา Masherbrum

เมื่อเดินมาได้ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งทางเดินก็แยกออกจากธารน้ำแข็งไปเป็นทางเดินบนสันเขาแทน ทางช่วงนี้มีดอกไม้ภูเขานานาพันธุ์กำลังบานสะพรั่ง เป็นภาพที่ขัดตากับธารน้ำแข็งที่อยู่ข้างๆ พอสมควร

เราเดินลงลัดเลาะไปตามสันเขาเรื่อยๆ ก่อนจะแวะพักกินข้าวเที่ยงพร้อมกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก

หลังกินข้าวเสร็จไกด์เร่งเราให้รีบออกเดินต่อโดยไม่รอให้ฝนหยุด เราเดินต่อท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายจนน้ำเริ่มเปียกซึมผ่านเสื้อ shell แต่ฝนก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด

ไม่นานหลังจากเดินออกมาจากที่พักกินข้าวก็ได้รู้เหตุผลว่าทำไมต้องเร่งกันขนาดนั้น เหตุผลนั้นก็คือลำธารที่ไหลเชี่ยวที่ขวางอยู่ตรงหน้า!

เราเดาว่าลำธารสายนี้น่าจะเคยมีขนาดเล็กกว่านี้มาก่อน แต่เพราะฝนที่ตกหนักทำให้ตอนนี้มันทั้งเชี่ยวและกว้างจนจะเป็นแม่น้ำอยู่แล้วแถมยังได้ยินเสียงหินที่ไหลมากับสายน้ำกระแทกกันตลอดเวลา

เรามองทางแล้วก็นึกไม่ออกว่าจะข้ามไปยังไง แต่ทีมลูกหาบก็ช่วยกันแบกหินก้อนเท่าโอ่งมาโยนลงไปในลำธารเพื่อทำเป็นทางข้าม เมื่อทำทางเสร็จไกด์และผู้ช่วยก็ถอดรองเท้าและถุงเท้าแล้วลงไปยืนในลำธารเพื่อคอยประคองทุกคนในทีมรวมถึงลูกหาบให้ข้ามลำธารได้อย่างปลอดภัย

หลังจากข้ามมาสำเร็จเราลองเอามือจุ่มน้ำดูก็เพิ่งรู้ว่าน้ำเย็นจนเหมือนเป็นน้ำแข็งเพราะนอกจากจะมาจากน้ำฝนที่เย็นเฉียบแล้วก็คงละลายมาจากธารน้ำแข็ง คิดแล้วก็สงสารไกด์และลูกหาบที่ลงไปยืนในน้ำนานเป็น 10 นาที แต่ก็ยังดีทีทุกคนข้ามมาได้ เพราะถ้ารอนานกว่านี้น้ำอาจจะขึ้นสูงและเชี่ยวจนข้ามไม่ได้ก็ได้

จากนี้ไปไกด์บอกว่าใช้เวลาอีกไม่นานก็จะถึงแคมป์ทำให้เราคิดว่าอุปสรรคทั้งหมดคงผ่านพ้นไปแล้ว...

แต่เปล่าเลยเพราะทางข้างหน้าคือหน้าผา คล้ายๆ Gondogoro La ที่เราข้ามมาเมื่อวานนั่นแหละ ต่างกันแค่ทางที่ต้องข้ามไปยาวไม่เกิน 50 เมตร ตอนนั้นเราเริ่มเหนื่อยแล้ว ในใจคิดแค่อยากให้ถึงแคมป์เร็วๆ เลยเร่งฝีเท้าเดินไปอย่างไม่คิดอะไร ทั้งๆ ที่ทางเดินบางช่วงกว้างแค่หนึ่งฝ่าเท้า! พอกลับมาย้อนดูรูปก็เพิ่งรู้ว่ามันน่ากลัวเหมือนกันนะเนี่ย

พอเดินผ่านหน้าผามาได้ทางที่เหลือก็เป็นทางเดินลงตามสันของธารน้ำแข็งรัวๆ ความสูงที่ลดลงทำให้หายใจได้ง่ายขึ้น และเริ่มมีต้นไม้ขึ้นให้เห็นบ้างแล้ว แต่ฝนก็ยังตกเหมือนเดิม

ในที่สุดเราก็มาถึงแคมป์ Saitcho ตอนเกือบๆ 4 โมงเย็น รวมเวลาแล้วก็เกือบ 8 ชั่วโมง ในสภาพที่เปียกปอน พร้อมย้อนไปคิดถึงคำพูดของไกด์ตอนเช้า

“วันนี้เราเดินกันสบายๆ”

Day 13: 28 กรกฏาคม 2559

Saitcho (3,434m) - Hushe (3,100m) - Skardu (2,228m)

เดินเท้า: 3 ชั่วโมง

รถยนต์: 5 ชั่วโมง

วันนี้เราออกเดินทางจากแคมป์ตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง ไม่ใช่เพราะว่าต้องเดินไกล แต่เป็นเพราะต้องนั่งรถไกล เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเทรคในเส้น K2 และเรากำลังมุ่งหน้ากลับ Skardu

ปลายทางการเดินของเราอยู่ที่หมู่บ้าน Hushe ซึ่งไกด์บอกว่าใช้เวลาเดินประมาณ 3 ชั่วโมงบนทางราบและทางลง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง วันนี้จะเป็นวันที่เดินง่ายที่สุดของทริป

เราเดินเก็บบรรยากาศของภูเขารอบข้างเป็นครั้งสุดท้าย น่าเสียดายที่เมฆฝนบังยอดเขารอบๆ ทั้งหมด มันเป็นความรู้สึกที่ประหลาด ทั้งใจหายที่จะต้องเดินทางออกจากภูเขา และทั้งดีใจที่จะได้กลับเข้าเมือง

ทางเดินวันนี้ง่ายอย่างที่ไกด์บอกจริงๆ ผ่านไป 2 ชั่วโมงครึ่งเราก็เห็นความเจริญของหมู่บ้านอยู่ไกลๆ อุปสรรคเดียวที่เจอเห็นจะเป็นแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวที่ขวางระหว่างทางเดินและหมู่บ้านไว้

ทีมลูกหาบช่วยกันโยนหินทำทางเดินข้ามแม่น้ำเหมือนเคย ไม่นานเราก็ข้ามมาอยู่อีกฝั่ง และเดินมาถึงหมู่บ้าน Hushe กันเสียที ตอนนี้รถจี๊ปมาจอดรอเราเรียบร้อยแล้ว

เราพักกินข้าวเช้าอยู่พักใหญ่ก่อนจะบอกลาเหล่าลูกหาบที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรามา 10 กว่าวัน มันเป็นความรู้สึกสนุกที่ได้เดินทางร่วมกันมาและรู้สึกใจหายเพราะคงมีโอกาสน้อยเหลือเกินที่จะได้เจอกับพวกเค้าอีกครั้ง

รถจี๊ปเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านบนถนนลูกรัง สภาพทางไม่แตกต่างจากทางที่พาเราไป Askole มากนัก แต่ความรู้สึกของเรานั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

การเดินเท้าไปใช้ชีวิต 10 กว่าวันท่ามกลางภูเขาและธารน้ำแข็ง เสี่ยงตายท้าทายความกลัวและมีชีวิตรอดปลอดภัยออกมาทำให้เราเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย

5 ชั่วโมงผ่านไป เรากลับมาถึง Skardu

เราอาบน้ำชำระล้างร่างกายเป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกจากเมืองไปเมื่อ 10 กว่าวันก่อน ก่อนจะล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย

รอคอยการผจญภัยครั้งถัดไปที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันพรุ่งนี้

การเดินทางของเราในประเทศปากีสถานยังไม่จบแต่ครบครึ่งทางพอดีแต่เพื่อไม่ให้กระทู้นี้ยาวจนเกินไปเราเลยขอเก็บเรื่องราวการเดินทางและรายละเอียดอื่นๆ ที่เหลือไว้เล่าต่อในกระทู้หน้า

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านนะคะ

ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทาง

แล้วพบกันใหม่ในกระทู้หน้ากับเส้นทางที่สนุกและหวาดเสียวไม่แพ้ K2 กับกระทู้

“Nanga Parbat ภูเขาเพชฌฆาต”

#trekking #photography #Pakistan #adventure #blog #PakaPrich #PakaPrichAdventure

  • Black YouTube Icon
  • Black Instagram Icon
  • Black Facebook Icon